Recommend Print

ประโยชน์ที่ท่านควรจะได้รับจากการมาสวนโมกข์

ประโยชน์ที่ท่านควรจะได้รับจากการมาสวนโมกข์

 

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๑ บรรยายแก่คณะพระ ที่ม้าหิน หน้ากุฏิ.

 

โดยฝ่ายจดหมายเหตุหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ

 

...เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราได้จัดให้มีสวนโมกข์กันขึ้นที่ตำบลพุมเรียง ห่างจากที่นี่ไปทางทิศตะวันออกประมาณสัก ๑๐ กิโลเมตรเพื่อเป็นสถานที่ ที่ใช้ให้เหมาะสมในการศึกษาและปฏิบัติธรรมะเป็นส่วนตัว; หลังจากที่เลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมอย่างในกรุงเทพฯ นั่น, ก็เลยออกจากกรุงเทพฯ มามีสวนโมกข์ขึ้นที่นั่น เรียกว่าเป็นสวนโมกข์แห่งแรก.  ความมุ่งหมายก็เพื่อที่จะสะดวกแก่การศึกษาและการปฏิบัติ  จึงให้ชื่อว่า โมกขพลาราม –สถานที่ป่าไม้เป็นกำลังแก่การหลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยการเรียนก็ดี ด้วยการปฏิบัติก็ดี;  นี่คำว่า “สวนโมกข์” ต้องเกิดขึ้นมาอย่างนี้.  แล้วเผอิญและบังเอิญมันไปพ้องกันกับชื่อต้นไม้ที่มีอยู่ที่นั่น คือต้นโมกมีอยู่ทั่วๆ ไป ต้นพลาก็มีอยู่ทั่วๆ ไป, โมกขพลา กลายเป็นชื่อที่ตามธรรมชาติ.

เรื่องราวที่อยู่ที่นั่น ๑๐ ปีเศษกว่าปี ราว ๑๒ ปี เขียนบันทึกไว้แล้ว มีผู้เอาไปพิมพ์แล้วหาอ่านเอาเอง.   ย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นสวนโมกข์แห่งที่สองขึ้นมา มันก็บังเอิญอีกเหมือนกันแหละ ที่นี่ก็มีต้นโมกข์และต้นพลา ต้นโมกข์หาดูได้ทั่วๆ ไป ต้นพลาก็หาดูได้ทั่วๆ ไป. โมกขะแปลว่าหลุดพ้น พละแปลว่ากำลัง.

ที่นี้ก็ซื้อที่ดินเขา ด้านหน้านี้ ๙๐ ไร่.  บอกว่าซื้อเท่าไรแล้วคนเขาตกใจๆ, ซื้อไร่ละ ๕ บาท เพื่อนเขาตกใจซื้อที่ดินไร่ละ ๕ บาท แล้วมีแถมลวดหนามด้วยอะไรด้วย, แล้วก็ซื้อบ้างแลกบ้างจนเป็นวงอ้อมรอบภูเขาพุทธทอง ภูเขานี่ทั้งหมด,  ได้เป็น ๓๑๑ ไร่; ก็ดำเนินการเป็นสวนโมกข์แห่งที่สองขึ้นมา. (น.๓๙ – ๔๐)

 

ข้อ ๑๗ โบสถ์แบบพุทธกาลที่ดีที่สุด

ข้อนี้ต้องขึ้นไปดูจึงจะเข้าใจ ขึ้นไปดูโบสถ์ที่อยู่ยอดเขาพุทธทอง ว่าเป็นอย่างไร.  และขอยืนยันว่านี่ตรงตามพุทธประสงค์ที่สุด เป็นอย่างแบบพุทธกาลที่สุด แล้วก็ไม่ทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติเลย ไม่ต้องลงทุนกี่บาทกี่สตางค์หรอก; เดี๋ยวนี้เขาสร้างโบสถ์เขากำหนดไว้ ๑๕ ล้าน ๒๐ ล้านโน่นถ้าสร้างโบสถ์กันเดี๋ยวนี้; ของเรามีอย่างนั้นแหละ มีอย่างนั้น ดีที่สุดคือไม่ทำลายเศรษฐกิจ ตรงตามธรรมวินัย ตามพุทธประสงค์ ดีที่สุด; แต่ไม่มีใครเอาอย่าง.  เขามาเห็นแล้วก็บุ้ยหน้าบุ้ยปาก ไม่พอใจไม่เลื่อมใส ไม่เอาอย่างแล้ว; โบสถ์ของเราดีที่สุดแต่ไม่มีใครเอาอย่าง.

ขอให้ขึ้นไปดู มาแล้วขึ้นไปดูโบสถ์กันที จะเกิดความคิดนึกว่าพระพุทธเจ้าได้ทำอะไรๆ ก็ไม่มีเรื่องทำลายเศรษฐกิจ ไม่มีเรื่องยุ่งยากลำบาก ไม่มีเรื่องโกลาหลวุ่นวาย; ไอ้เรามันทำนอกรีตกันไปเอง.  ครั้งพุทธกาลโบสถ์น่ะไม่มีความหมาย ไม่ได้สร้างด้วยซ้ำไป คือเป็นที่สำหรับนั่งทำกลางดินก็ได้ ทำกลางดินก็ได้; อย่างในบาลีมีว่าถ้าฝนตกต้องเลิก เลิกทำสังฆกรรม มันไม่มีหลังคา, แต่ถ้ามีโรงมีเพิงมีที่อะไรใช้ ก็ที่อยู่ที่อาศัยทั้งนั้น วิหารที่อยู่อาศัย บางเวลาก็ใช้เป็นโบสถ์ ไม่ต้องสร้างอีกหลังนะ.  นี่ก็นิยมสร้างไว้เป็นเอกเทศ ก็เอากันอย่างนี้ : เป็นที่กำหนดว่าเขตสีมาอย่างไร ต้องใช้สิทธิกันอย่างไร มีฉันทะอย่างไรที่จะให้พร้อมเพรียงกัน ลงมติข้อใดข้อหนึ่ง, ทำกันในสีมา มันกว้างขวางน่ะ; ที่นั่งประชุมนั้นก็เรียกว่าโบสถ์.

ขอฝากไว้ด้วยว่า ไปดูโบสถ์นี้แล้วก็ไปดูเปรียบเทียบทั่วๆ ไปในประเทศนี่ว่ามันต่างกันอย่างไร.  ยังขอยืนยันว่าถูกต้องตามพระพุทธประสงค์ ตามธรรม ตามวินัยในแบบครั้งพุทธกาล ไม่ทำลายเศรษฐกิจ ไม่ต้องใช้เงินเป็นสิบๆ ล้านแล้วก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้มากไปกว่านั่งพูด, ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ถึงอย่างนั้นมันก็ได้; นี่เรียกว่าชอบกลล่ะ มันเล่นตลกกันอย่างไรอยู่ก็ไม่รู้ สิ่งที่ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลน่ะ.  บางทีก็โบสถ์ๆ มันไม่เคยมีในครั้งพุทธกาล มันก็ได้มีขึ้นมาในบัดนี้ยุคนี้ยิ่งกว่าสิ่งใดในวัดวัดหนึ่ง เอาโบสถ์เป็นหลักเป็นใหญ่กว่าสิ่งใดหมดในวัดวัดหนึ่ง ซึ่งมันไม่เคยมีครั้งพุทธกาล, ไอ้สิ่งที่เรียกว่าโบสถ์ โบสถ์อย่างนี้ไม่เคยมีครั้งพุทธกาลนั่นน่ะ.  ควรจะรู้ไว้ด้วย.

 

buddhadasa01

 

ข้อ ๑๘ ลักษณะและประโยชน์ของวัดป่า.

วัดป่าต้องมีลักษณะอย่างนี้ และประโยชน์ก็จะได้รับจากการที่จัดมันอย่างนี้.  ที่จริงคำว่าวัดบ้านวัดป่านี้มันก็เพิ่งมีในสมัยนี้, สมัยก่อนมันวัดป่าทั้งนั้นแหละ เพราะสิ่งที่เรียกว่าวัดๆ วัดมันอยู่นอกเมืองทั้งนั้นแหละ สมัยพุทธกาลเมืองเขามีกำแพงล้อมรอบ พอค่ำลงก็ปิดประตูเข้าออกไม่ได้ บรรดาที่เรียกว่าวัดหรืออารามสำหรับพระพุทธเจ้าสำหรับนักบวชทั้งหลายอยู่นอกเมืองทั้งนั้นแหละ เรียกเป็นวัดป่าด้วยกันทั้งนั้น,  รุ่งเช้าเขาเปิดประตูเมือง พระเข้ามาบิณฑบาตในเมือง แล้วก็กลับออกไปอยู่ที่นอกเมืองในอารามในวัด นั่นแหละก็เป็นวัดป่าทั้งนั้น.

จิตใจมันผิดกัน อยู่ในเมืองกับอยู่ในป่าจิตใจมันผิดกัน แวดล้อมอยู่ด้วยธรรมชาติด้วยต้นไม้อย่างนี้จิตใจมันผิดกัน มันเป็นที่สงบสงัดกว่ากัน ดังนั้นนักบวชบรรพชิตทั้งหลายจึงอาศัยอยู่นอกเมือง คือในป่า; แต่เดี๋ยวนี้วัดมันกลายเป็นวัดในเมือง วัดในบ้าน วัดกลางบ้าน, วัดบางวัดดูไม่ออกว่าเป็นวัด แน่นอัดกันอยู่กับประชาชน แต่ก็ยังเรียกว่าวัดอยู่นะ.  พอมาอยู่ในป่าในวัดป่า ก็กำหนดจิตใจระลึกถึงครั้งพุทธกาล ครั้งพระพุทธเจ้าโน่นท่านอยู่กันอย่างไร -อยู่กับธรรมชาติ เป็นเกลอกับธรรมชาติ.  ป่าเป็นที่พอใจของผู้ที่ต้องการความสงบ เพราะมันทำจิตใจหรือสมาธิได้ง่ายกว่าในเมือง; ในเมืองก็ทำได้แต่มันลำบากกว่า, เก่งมากล่ะจึงจะทำได้ในเมือง ในกลางโรงละคร ทำสมาธิได้กลางโรงละครได้ก็ต้องเรียกว่าเก่งมาก; ทำสมาธิในป่านั้นมันสะดวกง่ายกว่าทำสมาธิในโรงละครนั่นอย่างนั้น.  นี่คือประโยชน์ของป่า.

เราจึงพยายามรักษาธรรมชาติหรือความเป็นป่าไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จะได้เป็นวัดในความหมายธรรมดาๆ ของครั้งพุทธกาลนะ เรียกว่าวัดก็หมายความว่าวัดอย่างนี้คือวัดป่านี่.  ลักษณะของวัดป่ามันก็อยู่กันอย่างป่าๆ ประโยชน์ของมันก็คือช่วยให้สะดวกในการที่จะฝึกฝนจิตใจ มันง่ายกว่า มันสะดวกกว่า; ที่บ้านก็ทำได้แต่มันไม่สะดวกนะ แต่ถ้าเก่งๆ ก็เอาทำบ้านให้เป็นป่า หลับตาเสียสมมติเป็นป่าแล้วทำสมาธิที่บ้าน, ถ้าทำได้ก็ได้เหมือนกัน แล้วก็เก่งด้วย.  แต่แล้วที่ในบ้านมันเต็มไปด้วยเสียงหนวกหูนานาประการ เสียงรถยนต์ เสียงอะไรๆ ต่างๆ หนวกหูไปหมด มันลำบาก กำจัดไม่ได้ ห้ามมันไม่ได้ก็ลำบาก, ยังสู้ในป่าไม่ได้.  แต่ก็ขอร้องว่าถ้าไม่ได้มาป่า ไม่ได้ออกมาป่า ไม่ได้อยู่ป่าก็อย่าเสียใจ พยายามปิดหู ปิดตา ปิดความรู้สึกเสีย ทำให้เสมือนหนึ่งป่า ก็ทำสมาธิ แม้ในห้องนอนน่ะเมื่อถึงเวลาทำสมาธิ ก็ทำเป็นป่าเสีย อุตส่าห์จำไว้ว่ามาที่ป่ามันเป็นอย่างไร ก็จำความรู้สึกอันนี้กลับไปบ้าน เราสามารถที่จะทำบ้านให้เป็นป่าได้ตามสมควรไม่เหลือวิสัย จำความสงบที่ได้รับจากป่านี่ไปใช้ที่บ้าน.  ลองดูเถอะ จะมีประโยชน์ แล้วก็จะเก่งด้วย.

ผู้ที่ทำจิตได้ดีได้เก่งมันสามารถที่จะทำได้ด้วยจิตใจ กลางคืนทำให้เหมือนกลางวัน กลางวันทำให้เหมือนกลางคืน ก็ทำได้, นั่งอยู่กลางแดดทำให้เสมือนนั่งอยู่กลางคืนในที่มืดก็ทำได้ ถ้าจิตใจมันฝึกไว้ดี มันทำป่าให้เป็นเมือง ทำเมืองให้เป็นป่าก็ทำได้โดยจิตใจ; นี่เพื่อไม่ต้องยอมแพ้.  บางคนมันยึดมั่นถือมั่นว่าในบ้านในเมืองทำสมาธิไม่ได้ก็ไม่ทำเสียเลย ก็เลยไม่รู้เรื่องกันเสียเลย; อย่ายอมแพ้ พยายามทำ ตามที่จะทำได้ ได้ตัวอย่างไปจากป่า แล้วก็ไปทำที่ในเมืองให้กลายเป็นป่า ประโยชน์ของป่ามันก็มีอย่างนี้.  แล้วบางทีมันจะง่ายเกินไปก็ได้ ไม่เข้มแข็งไม่แก่กล้า ต้องป่า ต้องป่า ต้องป่านี้มันก็ถูกอย่างหนึ่ง  แต่มันก็ดูว่ามันยังไม่เก่งเท่าไร, ไม่ใช่ว่าจะต้องป่าไปเสียทั้งหมด สามารถทำให้เป็นป่าได้ทุกหนทุกแห่งนั่นแหละเก่งๆ เก่งที่สุด.  ฉะนั้นเราก็ยังมีป่าไว้ สงวนป่าไว้เพื่อความสะดวกอย่างนี้อย่างที่กล่าวนี้ มันไม่ต้องต่อสู้ มันไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องอะไรมากมาย มันก็เงียบสงัด อยู่กับความเงียบความสงัดได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องฝืน.  นี่ลักษณะและประโยชน์ของวัดป่า.

ข้อ ๑๙ ฟังต้นไม้พูด ฟังก้อนหินพูด.

ข้อนี้น่าหัว คนเขาไม่เข้าใจ เขาหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ว่าต้นไม้พูดก้อนหินพูด; เราหมายความว่าความรู้สึกคิดนึกอะไรมันเกิดขึ้น เมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับก้อนหินหรือต้นไม้ คือในที่สงัดนั่นแหละ, ไปนั่งโคนไม้ความรู้สึกแปลกใหม่เกิดขึ้นมานี่ เป็นการบอกของต้นไม้ หรือไปนั่งกับก้อนหินเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมา มันก็เหมือนกับก้อนหินมันบอก.  ถ้าได้ยินๆ มันก็จะได้ยินว่า เอ้ย, อย่าบ้าไปนักเว้ย อย่าโง่นักเว้ยพวกแกน่ะ นิ่งๆ สงบอย่างฉันเสียบ้างสิ; ก้อนหินมันพูดอย่างนี้ ต้นไม้มันพูดอย่างนี้ แล้วใครได้ยินบ้าง, เพราะจิตมันไม่นิ่งพอ มันไม่สุขุม มันไม่มีอะไรพอ มันไม่ได้ยิน คือมันไม่เกิดความรู้สึก; ถ้าเดินไประหว่างก้อนหิน ระหว่างต้นไม้ เกิดความละอายแก่ต้นไม้ว่า โอ้, นี่มันสงบ ไอ้เรามันบ้าวุ่นวาย นี่ละอายมัน อย่างนี้เรียกว่าได้ยินก้อนหินพูด ได้ยินต้นไม้พูด หรือได้ยินก้อนหินมันด่าต้นไม้มันด่า “ไอ้มนุษย์ที่ไม่รู้จักสงบเยือกเย็นกันเสียเลย”.  แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็มีจำนวนมากเหลือเกินว่าต้นไม้พูดได้ก้อนหินพูดได้ มันก็เลยขอเลขสามตัว มันขอเลขสามตัวกับก้อนหินต้นไม้; มันเป็นไปเสียอย่างนั้น เตลิดเปิดเปิงไปเสียอย่างนั้น เลยไม่สำเร็จประโยชน์อะไร.

พวกคุณดูเอาเองสิ เปรียบเทียบดูเอาเอง ว่าไปนั่งที่ต้นไม้โคนไม้กับก้อนหินเย็นสนิท ความคิดมันคนละอย่างนะ : จะนั่งอยู่บนบ้านบนเรือนหรือว่าอะไรที่ๆ อัดแอหรือที่กลางที่ประชุมพูดจากันหลายๆ คน อย่างนี้ ความคิดไปอีกอย่างนะ; พอไปนั่งก้อนหินเดี่ยวๆ ต้นไม้เดี่ยวๆ เงียบๆ เข้าหน่อย ความคิดมันอีกอย่างหนึ่ง; ความคิดอะไรที่แปลกใหม่อย่างนี้ เราถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ยินมาจากก้อนหินพูด ต้นไม้พูด.  สรุปความแล้วมันก็พูดว่า อย่าบ้ากันไปนักเลย สงบกันเสียบ้าง หยุดกันเสียบ้าง เย็นกันเสียบ้าง นี่มันเตือนอย่างนี้.  ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ละก็ดีมาก เรียกว่าได้ยินก้อนหิน ได้ยินต้นไม้ที่สวนโมกข์พูด, พูดแล้วก็ได้ยิน.  เดินไปสิ ที่ตรงไหนมีต้นไม้มีก้อนหิน เยือกเย็นเงียบสงบสงัดดีก็นั่งลงตรงนั้น แล้วก็จะได้เกิดอะไรรู้สึกขึ้นมาในใจ เรียกว่าก้อนหินหรือต้นไม้มันบันดาลให้รู้สึกขึ้นมาในใจ คล้ายๆ กับว่ามันบอก มันบอก.

อาตมาก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ไปนั่งที่นั่นไปเดินอยู่ที่นั่น เดินวนเวียนอยู่ที่นั่นไปนั่งอยู่ที่นั่น สงบอารมณ์อยู่ที่นั่น มันก็เกิดความคิดใหม่ หรือแปลกกว่าที่นั่งอยู่ในห้อง แปลกกว่าที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือโดยเฉพาะ จึงหาโอกาสไปนั่งที่ชนิดนั้น.  เกิดความคิดอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มีค่ามากก็ต้องรีบจด เดี๋ยวมันลืมมันลืมถ้าไม่จด; ไม่มีที่จดก็จดใส่ฝ่ามือมาเลย หัวข้อที่คิดได้อย่างลึกซึ้ง จดใส่ฝ่ามือมาเลย มาถึงที่กุฏิแล้วถึงค่อยเขียนให้เต็มรูปเต็มเรื่องของมัน.  อย่างนี้มีมากที่สุด ความคิดความนึกที่ได้เอาไปพิมพ์เป็นตัวหนังสือมากมายมหาศาล ได้มาจากการกระทำอย่างนี้ก็มากที่สุด ขอบอกให้รู้ คือไปฟังมาจากก้อนหิน ไปฟังมาจากต้นไม้ ไปฟังมาจากธรรมชาติจากมดจากแมลง จากดิน จากใบไม้แห้ง จากขี้หมาก็ได้ มันได้เกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมา เรียกว่าได้ยินมันพูด.  ฉะนั้นขอให้ใช้ประโยชน์ฟังก้อนหินพูด ฟังต้นไม้พูดตามที่จะทำได้. (น.๑๐๒ – ๑๐๙)

หมายเหตุ : การขีดเส้นใต้เน้นข้อความโดยผู้ประมวลเรื่อง

ที่มา :-

พุทธทาสภิกขุ.  สวนโมกข์อยู่ที่ไหน :ประโยชน์ที่ท่านควรจะได้รับจากการมาสวนโมกข์.  พิมพ์ครั้งที่ ๑.  กรุงเทพฯ : ธรรมสภา,

              ๒๕๕๐.