Recommend Print

ก่อนจะมาเป็นสวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล อ.ไชยา

ก่อนจะมาเป็นสวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล อ.ไชยา


DSC00625


อาจารย์ครับ โยมหญิงมีส่วนสนับสนุนงานของสวนโมกข์และคณะธรรมทานอย่างไรบ้างครับ ผมเห็นในพุทธสาสนาลงว่าทำพินัยกรรมมอบเงินให้ใช้ตั้ง ๖,๐๐๐ กว่าบาท อยากให้อาจารย์เล่าเรื่องเกี่ยวกับโยมหญิงไว้ด้วยครับ

โดยทั่วไปโยมหญิงไม่มีความเห็นอะไร ไว้ใจเรา ไว้ใจผมว่าเราจะทำอะไรคงไม่ผิด คงไม่เสียหาย ไว้ใจด้วยความเคารพเชื่อมั่น ก็เลยไม่ต้องพูดอะไรกันมาก แล้วโยมก็มีศรัทธาในลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว ศรัทธาที่เราได้ร่ำเรียนธรรมะ ศรัทธาที่ได้แบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่น แล้วก็มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีอยู่แล้วว่า ธรรมทานน่ะเลิศกว่าทานทุกชนิด พอพูดเรื่องเผยแพร่ธรรมทาน จึงยอมรับหมด เห็นเป็นบุญกุศลอย่างลึกซึ้ง ที่จะเผยแพร่ธรรมะที่โลกยังไม่รู้ ยังไม่มีใครรู้ ยังไม่มีใครเคยทำ โยมจึงให้ใช้เงินในการทำกิจการต่าง ๆ ให้ใช้บ้านเป็นสำนักงานธรรมทานระยะแรก เป็นที่เทศน์ ทำหนังสืออะไรต่าง ๆ

ผมให้โยมทำเป็นพินัยกรรม (๑ มิ.ย. ๒๔๗๕) ไว้ ส่วนหนึ่งก็แบ่งให้เป็นมรดกแก่ลูก ๆ ๓ คน ที่เหลือก็ตั้งเป็นทุนต้นตระกูลพานิช เพื่อใช้ดอกผลในกิจการพระศาสนา มรดกส่วนของผม ผมไม่เอาก็สมทบลงมาในส่วนนี้ ก็ได้ใช้เงินดอกผลจากทุนต้นตระกูลพานิชนี้ สร้างกิจการของสวนโมกข์ หอสมุดธรรมทาน และหนังสือพิมพ์พุทธสาสนามาแต่ต้น จนมีคนเห็นด้วยร่วมมือมากขึ้น ๆ จนเงินทุนเล็กน้อยเหล่านั้นไร้ความหมายไป เมื่อโยมตาย (๒๔๙๐) จึงได้สร้างศาลาป่าช้า (วัดเวียง) โดยใช้เงินต้นของทุนนี้ไปราว ๕,๐๐๐ บาท เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้โยม เพราะเริ่มมีคนมาช่วยกิจการของคณะธรรมทานมากขึ้นแล้ว ที่เหลือซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเป็นของคณะธรรมทาน และเหลือตั้งเป็นทุนไว้ผลิตหนังสือ มีคนอื่นมาสมทบเป็นทุนอยู่ในมูลนิธิธรรมทาน (น.๑๓๙)

อาจารย์ครับ ระยะแรกของการตั้งสวนโมกข์ ดูเหมือนอาจารย์จะเน้นที่การไม่สร้างถาวรวัตถุ แต่ทำไมระยะหลังจึงยอมให้มีการสร้างวัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ใช่ยอม (เสียงดุ) เราสร้างเองแหละ ความจำเป็นบังคับนี่ คนมาจะนอนกันที่ไหน คิดดู แขกมามันไม่มีที่พัก นักเรียน นักศึกษา มากันทีเป็นร้อย ๆ ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้น เพราะแขกไม่มีที่พัก อย่างตึกแดง ๒ หลังใหญ่ ๆ วันนี้คนยังพักเต็มอยู่เลย (๑๔ ตุลา ๒๘) ชายหลัง หญิงหลังหนึ่ง ๒ หลังยังไม่พอ ยังต้องสร้างบ้านพักชุมพรขึ้นมาอีก ในนามของชาวชุมพร ยังมีเงินสะสมให้สร้างในนามของชาวชุมพรอีกหลังหนึ่ง แต่ว่าเมื่อไรก็ยังไม่รู้ มันยุ่งผมก็ไม่ชอบ แต่มันจำเป็น เดี๋ยวนี้ยังนึกรำคาญ ที่คุณวิโรจน์ หมอเชาว์จะจัดงานครบ ๘๐ ปี ปีหน้า ถ้าคนมามาก ๆ จะเอาที่ไหนให้เขาพักคิดดู โฆษณาพระมา ฆราวาสมา ที่ที่ไหนให้เขาพัก ได้ยินว่าพระจะพักในกลดที่อุทยานป่าไม้ ชาวบ้านจะพักที่ไหนก็ยังเป็นปัญหาอยู่

สมัยก่อน คราวหนึ่งท่านปัญญาพามา โดยไม่ต้องมีปี่มีขลุ่ยอะไร นอนกันอย่างนี้ นอนกันกลางดิน คือนอนจนเต็มโรงธรรม แล้วต้องลงมานอนกันกลางดิน ผู้หญิงด้วย

เรื่องสร้างโบสถ์สร้างวิหารสวยงามนั้นไม่เคยคิด เพราะไม่ต้องทำเพราะยังไม่จำเป็น อย่างอื่นจำเป็นกว่า เช่นศาลาโรงมหรสพทางวิญญาณที่เรียกกันทั่วไปว่าโรงหนัง ก็เป็นผลดีมากในการเผยแผ่ประจำวัน เรือก็เป็นที่รองน้ำ เก็บน้ำฝนเพื่อสำรองไว้ใช้ แล้วข้างบนก็ใช้เป็นศาลาการเปรียญ เป็นที่ประชุมและที่ประกอบพิธีในยามฝนตก ตึกแดงก็เป็นบ้านพัก ดังที่ว่ามาแล้ว เป็นต้น (น.๒๐๘)

อาจารย์ฮะ ถ้าไม่ควบคุมการก่อสร้างให้มีขีดจำกัด อาจารย์ไม่กลัวจะน่าเกลียดหรือครับ อยู่ในป่าแต่เต็มไปด้วยตึก เห็นอาจารย์ว่าจะมีสร้างอีก

อย่างนี้ก็ทำเท่าที่ทำได้ มันก็ต้องดูไม่ให้เสียไป ไม่ให้เสียวิว ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักธรรมชาติอยู่เหมือนกัน นิยมธรรมชาติ มีศิลปะอย่างธรรมชาติ ทำอะไรกลมกลืนกับธรรมชาติ คิดแล้วคิดอีก ถ้ามันไม่กลมกลืน ก็ดัดแปลงให้มันกลมกลืน (น.๒๑๑)

อาจารย์ครับ โบสถ์แบบสวนโมกข์นี่ มีความเป็นมาอย่างไรครับ อาจารย์มีจุดมุ่งหมายอย่างไรที่ทำแบบนี้

เพื่อให้ง่ายและประหยัด คล้ายครั้งพุทธกาลมากที่สุด ในสมัยพุทธกาลไม่มีอาคารโบสถ์แบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ท่านกำหนดใช้ที่กลางดิน หรือว่าใช้ในวิหารที่พัก กำหนดว่าอยู่ในวิสุงคามสีมาก็ใช้ได้ วิสุงคามสีมาคือเขตที่แยกจากหมู่บ้าน

ในระยะแรก ๆ ที่มาอยู่ที่นี่ ก็ไปลงอุโบสถที่วัดชยาราม บวชนาคก็ทำที่นั่น ต่อมาเมื่อเป็นวัดแล้วก็ขอวิสุงคามสีมาได้ ก็ใช้ยอดเขาพุทธนั้นแหละเป็นโบสถ์

แรกทีเดียวตรงนั้นใช้เป็นที่จัดงานเทศน์ประจำปีของสวนโมกข์อยู่หลายปี เดิมมันเป็นโคกสูง ก็ตั้งธรรมาสน์ ๓ ธรรมาสน์บนโคกนั้น คนฟังก็นั่งอยู่โดยรอบกระทั่งชั้นล่าง

ต่อมาก็เกลี่ยโคกนั้นให้แบนลง เพื่อใช้เป็นที่นั่งทำสังฆกรรม ลงอุโบสถ บวชนาค เพิ่งมาเกลี่ยลงอีก ครั้งสุดท้าย เมื่อไม่นานมานี้เอง ตรงที่ใช้เป็นโบสถ์นั้นมันเป็นฐานพระเจดีย์เก่าถึงสมัยศรีวิชัย เพราะมีอิฐแบบศรีวิชัยอยู่เกลื่อนไป เมื่อเราไปพบมันมีหลุมลึกลงไปใต้ฐานเจดีย์ท่วมหัวคน เป็นเรื่องที่ขโมยมันขุดลงไปเพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติ เราไปพบก็เลยช่วยกันเกลี่ยอิฐดินถมให้หลุมมันเต็ม ข้างบนทำให้เสมอพอนั่งได้ ใช้เป็นที่เทศน์มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งใช้เป็นโบสถ์ ก่อนได้วิสุงคามสีมาก็เคยใช้เป็นอรัญสีมาครั้งสองครั้ง เพราะมันห่างบ้านพอ

จนขอวิสุงคามสีมาได้แล้ว ก็ปักเขตคร่อมฐานเจดีย์นั้น คร่อมตอนสูงของเนินนั้นทั้งหมด เป็นเขตวิสุงคามสีมา ได้รับอนุญาตแล้ว เจ้าหน้าที่มาปักเขต เป็นวิสุงคามสีมาโดยสมบูรณ์ แต่เรายังไม่ได้ผูกพัทธสีมา มันไม่จำเป็น ที่เขาเรียกฝังลูกนิมิตนั่นแหละ ทำกันเพื่อจะหาเงินมากกว่า เรายังไม่คิดจะทำ มันทำสังฆกรรมได้แล้ว (น.๑๙๕)

อาจารย์มีหลักในการใช้เงินที่เขาบริจาคอย่างไรครับ

ก็ไม่มีหลักอะไร จะทำอะไรก็ทำ ให้มีเหตุผลที่สุด ทำให้ประหยัดที่สุด คุ้มค่าที่สุด อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ ที่จำเป็นต้องจ้างจึงจ้าง ที่จำเป็นต้องซื้อจึงซื้อ ทำในนามของสวนโมกข์ หรือส่วนตัว เสร็จแล้วก็ยกให้เป็นของวัด (น.๒๑๑)

ผมเห็นข้อเขียนของอาจารย์เตือนศิษย์หาว่า ทำงานอย่าทุ่มเรื่องเงิน อาจารย์มีประสบการณ์อะไรอยู่เบื้องหลังหรือครับ

ก็มันจะเดือดร้อน การดำเนินงานอะไร อย่าทุ่มเทเรื่องเงิน จนหลับหูหลับตา จนเกินกำลังของคนทำงาน ถ้าเกินกำลังจะเดือดร้อน จะล้มเหลว มันต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะใช้เงิน เขาให้มา เขาทำบุญมา ใช้ผิด ๆ ถูก ๆ ไม่ได้ เราประหยัดในการที่จะใช้ คิดแล้วคิดอีก ทบทวนแล้วทบทวนอีก และทำชนิดที่ค่อย ๆ ขยายขึ้นทีละเล็กละน้อย อย่าไปวางแผนการใหญ่ แล้วไปกู้เงินเขามาทำ มันจะล้มเหลว มันจะพินาศ เพราะไม่มีปัญญาที่จะควบคุมในการใช้ เราไม่เคยทำอะไรถึงกับเป็นหนี้เป็นสินใคร ทำไปตามมีตามได้ ให้เติบโตเรื่อย ๆ ขึ้นไป ขยายออกไปเองตามกำลังความสามารถดีกว่า ปลอดภัยกว่า อย่างที่เรามีรถยนต์ตั้ง ๓ คัน มันก็เป็นรถที่เขาทิ้ง คุณชำนาญคันหนึ่ง หม่อมเจ้าปิยรังสิตคันหนึ่ง แล้วคุณสาลี่ซื้อเมื่อใช้ในการขนส่งเกี่ยวกับสร้างโรงหนังนี้คันหนึ่ง รถกระบะคันนั้นแหละ ทั้งหมดเป็นรถที่เขาไม่ใช้แล้ว หยุดใช้แล้ว หม่อมเจ้าปิยรังสิตท่านพูดอย่างนั้น เอารถมาทิ้งไว้คันหนึ่ง คันโฟลิคนั่นแหละ แต่ก่อนเคยมาพักที่นี่ ทั้งสามีและภรรยา (ม.จ.วิภาวดีรังสิต) พักที่บ้านคุณนายทวี หลังใหญ่ในเขตอุบาสิกา เป็นแขกพิเศษ เลยให้พักได้ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ชาย (น.๒๑๒)

อาจารย์ครับ ภาพฝันเกี่ยวกับสวนโมกข์เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว กับสภาพความเป็นจริงของสวนโมกข์ทุกวันนี้ มันสอดคล้องใกล้เคียง หรือผิดแผกแตกต่างกันแค่ไหนครับ

ไม่เคยฝัน ไม่เคยคิด ไม่เคยกะแผนการอะไรมากมาย ทำมาอย่างนี้ ทำมาตามสบาย ทำตามความคิดนึกชั่วขณะ มันเริ่มนิดเดียวเท่านั้น ต้องการหาที่ปฏิบัติธรรมเหมาะ ๆ อยู่เรียบ ๆ ง่าย ๆ เพื่อการปฏิบัติธรรม เรียกชื่อว่าสวนโมกข์ เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นสถานที่กว้างขวางขึ้น ตอนแรกมันหวังอยู่กระต๊อบเล็ก ๆ มันไม่มีภาพตึกอะไรแบบนี้ แต่เหตุการณ์มันบังคับให้ต้องทำ ปรารภประโยชน์ของประชาชน เริ่มจากสวนโมกข์พุมเรียง แล้วย้ายมาที่นี่ ก็กว้างขวางขึ้น

เดินผ่านบ่อย ๆ ดังที่เล่าแล้ว คุยกันไปคุยกันมา ก็เอาแหละ ซื้อตรงนี้ไว้ ทั้งที่ยังวุ่นอยู่ที่วัดชยาราม ยังติดพันอยู่ทางนั้น คิดว่าไปตายเอาดาบหน้า ซื้อไว้ก่อน มันก็ซื้อ คิดซื้อจนได้ ตอนแรกก็ไม่ต้องการให้เป็นวัด กลัวจะไม่สะดวก ต้องเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ ต้องมีบัญชีมีอะไร มันจะอยู่เป็นสำนักเถื่อนก็ไม่ได้ ตอนแรกก็มี ๒ อย่างควบคู่กันแบบที่เคยเล่าแล้ว เห็นไม่มีใครทำอะไร มันรู้สึกขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามีวัดสะดวกกว่า ทางเจ้าคณะจังหวัดก็บอกว่าไม่ได้แล้ว อยู่กัน ๒๐-๓๐ องค์เป็นวัดเสียดีกว่า เขาก็อะลุ้มอล่วย ให้เป็นวัดได้ง่าย ขอวิสุงคามสีมาก็ง่าย มันก็ฟลุค ทำงานอะไร ๆ ได้เรื่อยมา

เดี๋ยวนี้มีรายจ่ายคิดเดือนละเกือบหมื่นบาท มันก็ฟลุคที่มันทำอยู่ได้ เมื่อแรกจ่ายเดือนละ ๕๐-๖๐ บาท เดี๋ยวนี้ค่ากับข้าวเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ค่าไฟฟ้าขึ้นเป็น ๒-๓ พันบาท เริ่มแรกใช้ไฟหลวงเดือนหนึ่งไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ผมเคยขอร้อง อย่าใช้เลย เตาไฟฟ้า เตารีด หม้อหุงข้าว คงมีคนแอบใช้บ้าง ค่าข้าวสาร ค่าน้ำตาลอีกต่างหาก ค่าก่อสร้างไม่ได้คิดรวมในนี้ มันก็ฟลุคที่มันมีจ่ายเดือนละเกือบหมื่นบาท (น.๒๑๓)

 

IMG_4823

 

อาจารย์ครับ อย่างในระยะแรก ๆ นี่อาจารย์มองบทบาทของงานที่ทำว่าจะมีผลต่อสังคมในลักษณะไหน และวัตถุประสงค์เคยเปลี่ยนแปลงบ้างหรือเปล่าครับ

เสนอของใหม่ ทำให้เขาได้รู้ของใหม่ ทำให้คนสนใจปริยัติแนวใหม่ สนใจปฏิบัติศีล ธุดงค์ กรรมฐาน อะไรกันขึ้น แต่ผมไม่ได้คิดอะไรมากมาย เราหวังเพียงจุดชนวน ให้เกิดความสนใจ ให้ช่วยกันพร้อม ๆ กันทั่วทั้งประเทศ เดี๋ยวนี้ก็เรียกได้ว่าได้ผลเกินความคาดหมาย หลายร้อยหลายพันเท่า เพราะเราต้องการเพียงให้เป็นชนวน เดี๋ยวนี้คนทำมากมายเกินกว่าที่เราหวังไว้ (น.๑๒๕)

อาจารย์ครับ เจตนาของสวนโมกข์เคยเปลี่ยนหรือไม่ครับ

ไม่เคยเปลี่ยน มันมีเรื่องอะไรก็เอาเป็นเรื่อง ๆ ไป ตอนหลังมานี่มีการเพิ่มปณิธาน ๓ ข้อเข้าไป ว่าให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างศาสนา และช่วยกันเข็นโลกให้ออกจากวัตถุนิยม มันแปลกออกไป เป็นการทำให้ก้าวหน้า หรือมีน้ำหนักมากขึ้น แต่มันก็เครือ ๆ เดียวกันนั่นแหละ ส่งเสริมปริยัติ ส่งเสริมปฏิบัติได้สำเร็จ คนก็เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ความเข้าใจศาสนาของเพื่อนก็จะดีขึ้น ถ้าศาสนามีอิทธิพลในหมู่คนมากขึ้น เขาก็จะพากันออกจากวัตถุนิยมของเขาเอง

แต่เจตนารมณ์ที่ตั้งไว้เดิม ๓ ข้อนั้น มันก็ค่อย ๆ หนักไปทางการเผยแผ่มากกว่าทางอื่น เพราะมันทำง่าย หาคนที่สนใจร่วมกันได้ง่ายกว่า เรื่องปริยัติก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นพอสมควรเหมือนกัน การใช้วิธีพูดเสียใหม่ คำแปลใหม่ หรือเรื่องที่เขาไม่ค่อยอยากให้เอามาสอน เช่น เรื่องกาลามสูตร มันเป็นเรื่องจำเป็นแก่สังคม เราก็อยากให้เรื่องอย่างนี้ออกมาตีแผ่ เพราะมันเป็นเรื่องชำระ ขูดเกลาให้ถูกต้อง เรื่องอนัตตา สุญญตา โดยเฉพาะ อิทัปปัจจยตา นี่แต่ก่อนไม่มีใครเคยพูดถึงเลย แม้สุญญตาก็ฟังกันเป็นของนอกศาสนาไป เราเข็นออกมาสู่ความสนใจของประชาชน ในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา มันก็เป็นปริยัติออกไปก่อนโดยผ่านการเผยแผ่ ยังไม่เป็นการปฏิบัติ จนกว่ามันจะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปเป็นการปฏิบัติ หรือเป็นผลอันแท้จริง (น.๑๒๕ – ๑๒๖)

งานทั้งหมดนี้ อาจารย์จะทำก่อนที่อาจารย์จะดับหรือครับ

ไม่ได้คิดโว้ย (หัวเราะ) เรื่องนี้ไม่ได้คิด ถ้ามันสนุกเมื่อไรก็ทำเมื่อนั้น คิดไปเล่น ๆ นึกสนุกขึ้นมาเมื่อไรก็ทำ ถ้าตายแล้วก็ให้ผู้อยู่ข้างหลังทำต่อไป ถ้าเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ก็ไม่ทำ ไม่ต้องทำเลยก็ได้ ผมสลัดทิ้งได้เหมือนถ่มน้ำลาย ถ้าเป็นคราวที่ไม่ต้องทำ หรือทำไม่ได้ ไม่มีความทุกข์แม้แต่นิดเดียว ไม่รู้สึกละอายว่าล้มเหลว ทำไปได้ก็ทำไป เลิกเดี๋ยวนี้ก็ได้ แล้วแต่อิทัปปัจจยตา สวนโมกข์ที่มีอยู่ก็เลิกได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกได้ ถ้ามันต้องเลิก ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ใจ ไม่เสียดาย (น.๒๑๕)

ตอนหนุ่ม ๆ อาจารย์คิดจะเลิกสวนโมกข์มาครั้งหนึ่งแล้วใช่ไหมครับ

มันก็ไม่จริงจัง ยังไม่มีเหตุปัจจัยแสดงให้ชัดที่จะต้องเลิก เป็นความคิดที่จะไปอยู่เป็นฤาษีมุนีโดดเดี่ยว มันสบายกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเลิกสวนโมกข์ หรือให้คนอื่นทำ แต่ประโยชน์มันน้อยไป ประโยชน์กับประชาชนชาวโลกมันน้อยกว่าอยู่กับหมู่คณะแบบนี้ (น.๒๑๕)

อาจารย์ครับ ในอนาคตมูลนิธิธรรมทานก็แทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องอะไรกับสวนโมกข์เลยใช่ไหมครับ

ก็ทำหน้าที่ไวยาวัจกรอยู่ตามมีตามได้ งานพิมพ์หนังสือบางส่วน มูลนิธิสวนอุศรมก็ช่วยรับไปทำแทน เป็นการแบ่งเบาภาระของมูลนิธิธรรมทาน เราก็ไม่ได้ทำอะไรแล้ว คือมันแก่แล้ว มันเตรียมตัวตายแล้ว เราพอใจแล้วเท่าที่ทำได้เพียงเท่านี้ จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ มันได้ฝังรกรากลงไปในจิตใจของประชาชนส่วนหนึ่ง หนังสือที่เราทำขึ้นไว้คงจะเป็นเครื่องมือ เป็นคู่มือต่อไปอีกพอสมควร พอคุ้มกัน (น.๑๔๕)

อ้างอิง

พระประชา ปสันนธัมโม.  เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา : อัตชีวประวัติของพุทธทาสภิกขุ.  พิมพ์ครั้งที่ ๔.  กรุงเทพฯ : โกมลคีมทอง, ๒๕๕๕.

หมายเหตุ : ขีดเส้นใต้เน้นข้อความทำโดยผู้ประมวลเรื่อง

 

มรดกที่ขอฝากไว้

มรดกที่ ๒ : ปณิธาน ๓ ประการควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคน ถือเป็นหลักในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลกคือ ๑.พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ. ๒.พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม. ๓.พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา.

มรดกที่ ๔ : ปณิธานข้อที่สอง คือการทำโลกให้ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม หรือรสอันเกิดจากวัตถุทางเนื้อหนังนั้น ควรเป็นกิจกรรมแบบสหกรณ์ของคนทุกคนในโลก และทุกศาสนา เพื่อโลกจะเป็นโลก สะอาด-สว่าง-สงบ จากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน.

มรดกที่ ๖ : สวนโมกข์คือสถานที่ให้ความสะดวกในการเป็นเกลอกับธรรมชาติ ทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ, ควรจัดให้มีกันทุกแห่งหน เพื่อการศึกษาธรรมชาติโดยตรง, เพื่อการรู้จักกฎของธรรมชาติ, และเพื่อการชิมรสของธรรมชาติ จนรู้จักรักธรรมชาติ ซึ่งล้วนแต่ช่วยให้เข้าใจธรรมะ ได้โดยง่าย.

มรดกที่ ๑๑ : คติพจน์ หรือ Slogan ประจำสวนโมกข์ คือ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้นนั้น เป็นหลักปฏิบัติเพื่อไม่มีปัญหาทางด้านการเป็นอยู่ฝ่ายวัตถุ และเหมาะสมแก่การก้าวหน้าทางจิตใจ โดยหลักธรรมชาติที่ว่า กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูงนั่นเอง.

มรดกที่ ๑๑๐ : บัดนี้ ยิ่งเจริญคือยิ่งยุ่ง ยิ่งเจริญที่สุดคือยิ่งเกินจำเป็น เพราะปราศจากสติปัญญาอันทำให้รู้จักเจริญอย่างถูกต้อง พอเหมาะพอดีเป็นมัชฌิมาปฏิปทา; จงรู้จักเจริญกันเสียใหม่ ในด้านจิตวิญญาณที่อาจดับทุกข์ของตนได้เถิด

อ้างอิง

พุทธทาสภิกขุ. อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑.  กรุงเทพฯ : การพิมพ์พระนคร, ๒๕๒๙.