Recommend Print

พุทธทาสในโลกดิจิทัล กับ ดร.เสนาะ อูนากูล

พุทธทาสในโลกดิจิทัล กับ ดร.เสนาะ อูนากูล

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย 

20181018 pic01

ชมส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=pwbkHT2yl_U

 

โลกมันก็เป็น Digital Disruption (สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล) ขณะนี้การจะสื่อสารอะไรด้วยระบบดิจิทัลมันเป็นเรื่องสำคัญมาก...ถ้าเด็กๆ ไม่สามารถจะเข้าใจได้ คนรุ่นหลังไม่สามารถเข้าใจได้ก็คงจะทำให้การเผยแพร่เป็นไปได้ยาก

บนเส้นทางแห่งการบันทึกเรื่องเล่าเกี่ยวกับพุทธทาสภิกขุ ผู้รับหน้าที่บันทึกข้อมูลมีโอกาสพบกับบุคคลที่ยิ่งใหญ่ใน ๒ ลักษณะ หนึ่งเจิดจ้า สว่าง ร้อนแรง กับอีกหนึ่ง เรียบ สงบ ร่มเย็น หากพิจารณาจากสถานะ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๒) อดีตสมาชิกวุฒิสภา (พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๓๔) อดีตรองนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๓๕) และในฐานะประธานกรรมการบริษัทเอกชนอีกหลายบริษัท ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า ดร.เสนาะ อูนากูล ผู้ดำรงสถานะในหลายๆ ตำแหน่งดังที่กล่าวมา กลับทำให้ชายแปลกหน้ารู้สึกถึงความเมตตา และความสงบเย็นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยังไม่นับรวมถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเผยแพร่เรื่องราวของ ‘พุทธทาส’ ที่ท่านในฐานะรองประธานกรรมการ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องมีระบบเผยแพร่ที่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก...การจะสื่อสารอะไรด้วยระบบดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญมาก” ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าตัวเลข ๘๗ ปี เป็นตัวเลขแห่งคุณภาพและการสั่งสมประสบการณ์ มากกว่าเป็นเรื่องของวัยที่เป็นเพียงปัจจัยทางกายภาพ การพูดคุยในเรื่อง ‘พุทธทาส’ ผ่านความทรงจำของ ดร.เสนาะ อูนากูล ทายาทของ วิชัย อูนากูล ผู้เคยให้การต้อนรับพุทธทาสภิกขุ เมื่อครั้งรับกิจนิมนต์ที่จังหวัดชลบุรี จึงเต็มไปด้วยคุณค่าและการสร้างสรรค์

ท่านเป็นคนลึกซึ้งมาก แล้วมีปณิธานที่เฉียบแหลม มีความกว้างขวาง มีความลึกในธรรมะ ในข้อปฏิบัติ ได้ใกล้ท่านก็รู้สึกซาบซึ้งที่มีโอกาสอย่างนั้น

เด็กเมืองชลฯ จากสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงกบฏแมนฮัตตัน

ดร.เสนาะ อูนากูล ปัจจุบันอายุ ๘๗ ปี เกิดในตระกูลคหบดี จังหวัดชลบุรี คุณพ่อมีกิจการโรงสีข้าว โรงน้ำแข็ง “ตั้งแต่ผมเกิดมา คุณพ่อก็ให้ความรู้สึกว่าเราอยู่ใกล้ศาสนาพอสมควร...มีลูก ๘ คน ชาย ๓ หญิง ๕ ผมเป็นลูกชายคนที่ ๓ เป็นลูกคนที่ ๖” ดร.เสนาะ เล่าถึงภูมิหลังของครอบครัว ก่อนอธิบายถึงประวัติการศึกษาว่า “เรียนที่เมืองชลฯ ตั้งแต่ประถมจนถึง ม. ๖ เป็นคนเดียวที่อยู่เมืองชลฯ ตลอดจนถึง ม.๖ คนอื่นเข้ากรุงเทพฯ ผมเป็นลูกชายคนเล็ก ใกล้ชิดกับคุณแม่นิดหน่อย แล้วก็เริ่มติดสงครามด้วย (สงครามโลกครั้งที่สอง) ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย ระหว่างสงครามมีการหยุดเรียน มีนักเรียนจากกรุงเทพฯ อพยพไปอยู่เมืองชลฯ ไปเรียนด้วยกันที่นั่น”

เมื่อสงครามสิ้นสุด ดร.เสนาะ ได้เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ “ปีนั้นเป็นปีแรกที่มีมัธยม ๘ ในประเทศไทย แล้วโรงเรียนเตรียมจุฬาฯ (โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีการสอบแข่งขันเข้า โอ้โห ตอนนั้น ๓ ปี ๓ ชั้นรวมกัน หนึ่งพวกที่ตกมาจากสงคราม มีพวกที่หยุดระหว่างสงครามไม่ได้เรียนอยู่ปีหนึ่ง แล้วก็มารุ่นผมอีก รวมแล้วก็ ๓ รุ่นด้วยกัน”

หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดร.เสนาะ กลับไม่ได้เข้าเรียนต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาส่วนใหญ่ที่ถือปฏิบัติมา “ตอนนั้น ท่านเจ้าคุณศราภัย (พระยาศราภัยพิพัฒ [เลื่อน ศราภัยวานิช] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น) ท่านเคยเป็นนักโทษการเมือง หนีไปออสเตรเลีย ไปที่เมลเบิร์น เห็นว่าที่นั่นเขากำหนดว่าคนที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ต้องอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ เลยมากำหนดให้นักเรียนที่จะสอบเข้าจุฬาฯ ต้องอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ ผมจบมาอายุ ๑๖ เท่านั้น ไม่มีทางเข้าจุฬาฯ ได้ สมัยนั้นเปลี่ยนวันเกิดนี่ง่าย แจ้งแป๊บเดียวก็ได้ละ ผมไปหาคุณพ่อที่เมืองชลฯ บอกว่าเนี่ย เพื่อนเขาทำแบบนี้แล้วได้ คุณพ่อก็บอกว่าอย่าให้พ่อทำเลย พ่อทำไม่เป็นโกงไม่เป็น อย่าให้พ่อทำเลย เป็นคำที่ทำให้เราถึงกับต้องเข้าไปกราบคุณพ่อ เราภูมิใจที่พ่อไม่ยอมแก้วันเกิดให้ ทั้งที่มันง่ายเหลือเกิน เราต้องเคารพที่พ่อมีศีลธรรม” ดร.เสนาะ ย้อนความหลังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

เราสนใจประชาธิปไตยและความเท่าเทียมกันในออสเตรเลียในสมัยนั้น ที่คุณศรีบูรพาเขียนไว้ดีมาก เลยสนใจอยากไปเรียนที่นี่

จากเหตุการณ์นั้นทำให้ ดร.เสนาะ เลือกเข้าเรียนต่อในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และได้สัมผัสกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เรียกขานกันว่ากรณี ‘กบฏแมนฮัตตัน’ “ไปเรียนบัญชีที่ธรรมศาสตร์ สมัยก่อนเขาเรียกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง มีอยู่ ๑ คณะกับ ๑ แผนก คือคณะกฎหมาย แผนกบัญชี เลยเข้าไปเรียนแผนกบัญชีที่ธรรมศาสตร์...วันหนึ่งระหว่างที่เล่นรักบี้ไปก็มีทหารถือดาบปลายปืนมาจี้ให้กลับบ้าน ปรากฏว่ามีการกบฏขึ้น กบฏแมนฮัตตัน (๒๙ มิ.ย. ๒๔๙๔) นั่นเป็นครั้งแรกที่ทหารเรือปฏิวัติ มีการจับจอมพล ป. (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ขณะที่ไปรับมอบเรือแมนฮัตตันจากอเมริกา...เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องเปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง ธรรมศาสตร์อยู่ดีๆ ถูกปิด เพราะถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการปฏิวัติแมนฮัตตันด้วย พอธรรมศาสตร์ถูกปิด ผมเลยไม่มีที่จะเรียน ตอนนั้นจบปี ๓ แล้ว ฝึกงานปีหนึ่งแล้ว ก็ถือว่าได้เทียบเท่าปริญญาตรี เราสนใจประชาธิปไตยและความเท่าเทียมกันในออสเตรเลียในสมัยนั้น ที่คุณศรีบูรพาเขียนไว้ดีมาก เลยสนใจอยากไปเรียนที่นี่” ดร.เสนาะ ชี้แจงถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

การศึกษายังต่างแดน และจดหมายถึง ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ดร.เสนาะ เล่าถึงประสบการณ์การศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นฐานในการกลับมาร่วมบุกเบิกวางระบบการเงิน การคลังให้แก่ประเทศไทย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการรับราชการจนเป็นถึง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า “จบปี ๓ ที่ธรรมศาสตร์แล้ว แต่ต้องไปเข้าปี ๑ ใหม่ที่คณะ Economic Commerce ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (University of Melbourne)...ไปเรียนอยู่ ๓ ปี ที่ออสเตรเลีย ผมได้อ่านงานของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตอนเป็นเสรีไทย เป็นคนที่ว่าเรียนเก่ง มีความกล้าหาญ มีศีลมีธรรม มีคุณธรรม ผมเลยมีจดหมายไปถึงคุณป๋วย แนะนำตัวเอง อยากขอทำงานกับคุณป๋วย โดยบอกว่าได้อ่านหนังสือของท่านแล้วซาบซึ้งมาก ถือเป็นตัวอย่างที่อยากทำงานด้วย เลยขอเสนอตัว

“ประหลาดตรงที่ว่า อย่างคุณป๋วยเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังเขียนจดหมายด้วยตัวเองเป็นลายมือ ยินดีที่จะให้มาทำงานร่วมกันที่กระทรวงการคลัง เพราะคุณป๋วยกำลังมีดำริที่จะปฏิรูปงาน การเงิน การคลังของประเทศ เศรษฐกิจของประเทศ ตอนนั้นกำลังรวบรวมคนรุ่นใหม่ ปรากฏว่าพอกลับมาคุณป๋วยฝากไปหา ดร.เสริม วินิจฉัยกุล ขอฝากให้ผมไปทำงานที่กรมบัญชีกลาง เพราะกรมบัญชีกลางนี่เป็นกรมหลักของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่ทำเฉพาะบัญชี แต่ทำทั้งงบประมาณแผ่นดิน เงินกู้ เงินช่วยเหลือต่างประเทศ เงินโอน เงินอะไรทุกอย่างอยู่ที่กรมบัญชีกลางหมด ผมก็ได้ไปทำงานที่กรมบัญชีกลาง ในฐานะรักษาการผู้ชำนาญการคลังชั้นตรี” ดร.เสนาะ ให้ข้อมูลถึงประวัติการศึกษาและการเริ่มต้นอาชีพในสายบริหารจัดการการเงินการคลังระดับประเทศ

c00119 cr 

ความทรงจำเกี่ยวกับพุทธทาส

ในเรื่องความทรงจำเกี่ยวกับพุทธทาสภิกขุ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า “คุณพ่อ (วิชัย อูนากูล) เคยพบท่านพุทธทาสที่กรุงเทพฯ ก่อน สมัยนั้นท่านพุทธทาสมาเทศน์ให้ผู้พิพากษาฟังอยู่หลายครั้ง โดยคำเชิญของอาจารย์สัญญา (สัญญา ธรรมศักดิ์) ต่อมาทางคณะแพทย์ศิริราช เขาตั้งคณะศึกษาธรรมะขึ้นมา ก็จะขอนิมนต์ท่านให้ไปเทศน์ทางฝ่ายแพทย์ด้วย บางครั้งท่านขึ้นมาเทศน์ทางผู้พิพากษาจบ ต้องไปเทศน์ต่อทางด้านแพทย์อีก ก็มีช่วงระยะรอยต่อเพื่อให้ท่านได้พักผ่อน คุณสัญญา ซึ่งเป็นนายกพุทธสมาคม พ่อผมก็ตั้งพุทธสมาคมที่เมืองชลฯ ได้พบกับคุณสัญญาอยู่บ่อยๆ คุณสัญญา ทราบว่าคุณพ่อมีบ้านพักที่บางแสน (บ้านเนื่องสุข) ก็เลยมีโอกาสนิมนต์ท่านพุทธทาสไปพักบางแสนในช่วงที่เทศน์ให้พวกผู้พิพากษาฟังเสร็จแล้ว ก่อนที่จะมาเทศน์ทางฝ่ายแพทย์ ท่านไปพักที่นั่นหลายครั้ง ระหว่างที่ท่านพักที่นั่น เราก็นิมนต์ท่านไปเยี่ยมบ้านที่เมืองชลฯ ด้วย ผมเลยมีโอกาสได้พบได้กราบท่าน มีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่านบ้าง ก็นับว่าเป็นบุญมากที่ได้พบท่านในตอนนั้น...พวกเราก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำบุญ โห พระขนาดท่านพุทธทาสมาพักบ้านเรานี่ เราได้บุญหลายละ นึกไปในรูปนั้น...รู้สึกถึงบารมีของท่านและความเมตตาของท่าน เราได้อยู่ใกล้ชิดก็ถือว่าเป็นบุญหลายแล้ว” ดร.เสนาะ เล่าความทรงจำเมื่อครั้งที่บ้านเนื่องสุขได้มีโอกาสต้อนรับท่านพุทธทาส และกล่าวถึงการเดินทางไปสวนโมกข์ ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นครั้งแรกว่า

นับว่าเป็นบุญมากที่ได้พบท่านในตอนนั้น...พวกเราก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำบุญ โห พระขนาดท่านพุทธทาสมาพักบ้านเรานี่ เราได้บุญหลายละ นึกไปในรูปนั้น...รู้สึกถึงบารมีของท่านและความเมตตาของท่าน เราได้อยู่ใกล้ชิดก็ถือว่าเป็นบุญหลายแล้ว

“ผมไปตอนผมเป็นเลขาสภาพัฒน์ฯ (เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) แล้ว ผมต้องเดินทางทั่วประเทศ เมื่อไหร่ที่ไปแถวไชยา แถวสุราษฎร์ฯ  มีโอกาสจะแวะไปกราบท่านที่สวนโมกข์ พอท่านรู้ว่าลูกคุณวิชัย ท่านก็เมตตามาก” เรื่องที่สนทนากัน “เริ่มจากเรื่องทั่วไปก่อน เรื่องของวัด เรื่องของอะไรต่างๆ เรื่องของโรงมหรสพ ในที่สุดท่านก็เมตตาเทศน์ให้บ้าง เรื่องหลักของท่าน เรื่องตัวกู-ของกู การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสรรพสิ่งทั้งหลาย...ท่านเป็นคนลึกซึ้งมาก แล้วมีปณิธานที่เฉียบแหลม มีความกว้างขวาง มีความลึกในธรรมะ ในข้อปฏิบัติ ได้ใกล้ท่านก็รู้สึกซาบซึ้งที่มีโอกาสอย่างนั้น” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูล

c01446

ขณะเดียวกัน ดร.เสนาะ ยังเล่าถึงความเมตตาที่ท่านพุทธทาสมีต่อ คุณพ่อวิชัย อูนากูล ในยามที่จากไปว่า “เมื่อตอนที่คุณพ่อผมเสียมีการพิมพ์หนังสืองานศพ เข้าใจว่าพุทธสมาคมที่ชลบุรี อาจผ่านอาจารย์สัญญา (สัญญา ธรรมศักดิ์) ทำให้ท่านพุทธทาสทราบว่า คุณวิชัยเสียชีวิตแล้ว แล้วจะมีหนังสือ ท่านพุทธทาสท่านเมตตามากที่สุด เขียนด้วยลายมือท่านเอง ยาวมากเป็นเรื่องที่เท้าความถึงเรื่องที่เคยมาพักที่บ้านของคุณวิชัยเป็นเวลาหลายครั้งหลายหน มีความสนิทสนมกับทางครอบครัวด้วย ครอบครัวมีความรู้สึกปลาบปลื้มในความเมตตาของท่านพุทธทาส”

คิดจะรวบรวมเอกสารที่ท่านพุทธทาสได้เทศน์เอาไว้ ได้ทำเอาไว้มากมายหลายหมื่นชิ้น ของดีมีค่า แต่ทำที่สุราษฎร์ฯ ทำอย่างไรก็ไม่ขึ้น มันไม่มีความสมบูรณ์ซักที เลยคิดจะไปทำที่กรุงเทพฯ เพราะว่ามันอยู่ใกล้ตลาดธรรมะ จะมีผู้ที่สนใจแล้วก็มีกำลังที่จะเข้ามาช่วยเยอะ

ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

นอกจากความทรงจำเมื่อครั้งที่ตระกูลอูนากูลได้เปิดบ้านต้อนรับท่านพุทธทาสแล้ว อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านนี้ ยังถือเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้ง มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (อดีตรองประธานกรรมการมูลนิธิฯ พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๙) และมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้เพื่อก้าวไปสู่อนาคต “ในตอนที่เกิดสึนามิทางภาคใต้ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ผมเป็นประธานคณะกรรมการบริจาคของเครือซิเมนต์ไทยและมูลนิธิซิเมนต์ไทย ก็มีโครงการที่จะช่วยเหลือคนที่ถูกผลกระทบจากสึนามิ ผมลงไปด้วยตัวเอง และลงไปหลายแห่ง...ขณะนั้นได้มาเจอคุณหมอบัญชา (นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช) ความจริงพบกันในระหว่างเดินทาง เพราะอยู่ในกลุ่มพวกฟื้นฟูอันดามัน อยู่ในคณะที่ช่วยเหลือโครงการนี้ด้วย ก็เดินทางมาด้วยกัน แล้วก็มาถึงที่ไชยา ก็พูดถึงว่ากำลังคิดจะรวบรวมเอกสารที่ท่านพุทธทาสได้เทศน์เอาไว้ ได้ทำเอาไว้มากมายหลายหมื่นชิ้น ของดีมีค่า แต่ทำที่สุราษฎร์ฯ ทำอย่างไรก็ไม่ขึ้น มันไม่มีความสมบูรณ์ซักที เลยคิดจะไปทำที่กรุงเทพฯ เพราะว่ามันอยู่ใกล้ตลาดธรรมะ จะมีผู้ที่สนใจแล้วก็มีกำลังที่จะเข้ามาช่วยเยอะ ผมก็แหม ดีเลย ผมเองยินดีที่จะช่วยสนับสนุน เพราะว่าระลึกถึงความสัมพันธ์กับท่านพุทธทาสมาตลอด ถือว่าเป็นโชคอย่างมากที่คุณหมอบัญชาได้พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา” ดร.เสนาะ ย้อนความหลังถึงต้นสายปลายเหตุในการก่อตั้ง มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ขึ้นที่กรุงเทพฯ และให้ข้อมูลต่อไปว่า

45331401 1928610920519656 2105730406899777536 o

“บังเอิญผมเป็นประธานคณะกรรมการบริจาคของเครือซิเมนต์ไทยและมูลนิธิซิเมนต์ไทยอยู่ด้วย ผมก็เลยขออนุมัติจากคณะกรรมการเครือซิเมนต์ไทย ขอเงิน ๑๐ ล้านบาท เพื่อบริจาคเป็นทุนประเดิม สนับสนุนตั้งหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ขึ้นในกรุงเทพฯ เราคิดว่าถ้าปูนซิเมนต์ลงให้ ๑๐ ล้านเป็นรายแรก คุณหมอ (นพ.บัญชา พงษ์พานิช) จะมีวิธีไปพูดต่อกับบริษัทใหญ่ๆ อื่นๆ ได้อย่างน้อยบริษัทละ ๑๐ ล้านอีกหลายแห่ง โดยคิดว่าเริ่มจากจุดนั้น นับว่าเป็นกุศลที่ผมได้อยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ด้วย แล้วก็มีศรัทธาอยู่แล้วด้วย แล้วก็มีเหตุมีผลว่าทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ เพื่อรักษาของที่มีค่า เพื่อจะให้อยู่ในสภาพที่ไม่สูญหาย” ดร.เสนาะ อธิบาย

พุทธทาสในโลกดิจิทัล

แม้จะอยู่ในวัย ๘๗ ปี แต่ ดร.เสนาะ ในฐานะรองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ก็สามารถแสดงวิสัยทัศน์ในการวางนโยบายเพื่อขับเคลื่อนองค์กรกึ่งวิชาการ กึ่งศาสนา เพื่อไปสู่อนาคต ได้อย่างน่าชื่นชม “ในระหว่างที่ผมเป็นรองประธานกรรมการอยู่ ผมก็พยายามที่จะช่วยเหลือในเรื่องของการเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไป มีการจัดงานวัดลอยฟ้า ที่สยามพารากอน เพื่อที่จะให้เข้าถึงคนที่มีวัยต่างๆ กัน ขณะเดียวกันได้สนับสนุนเป็นพิเศษในเรื่องการเก็บเอกสารต่างๆ ให้ถูกต้อง มีวิธีการ archives ที่ถูกต้อง จะไปสนใจอื่นๆ แล้วทิ้งเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะนี่คือหัวใจของหอจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุจะต้องมี archives ระบบ archives ที่สมบูรณ์ เอกสารทั้งหลายต้องมีการเก็บเรียบเรียงไว้ให้สมบูรณ์ ไม่สูญหาย ไม่เสียหาย นอกจากนั้นแล้วก็คือเรื่องการเผยแพร่ ก็ต้องมีระบบที่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะเรื่องดิจิทัล” รองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ให้ข้อมูล และอธิบายต่อไปว่า

IMG 3206sm

“เป็นเรื่องที่ผมดีใจที่อ่านรายงานฉบับสุดท้าย เริ่มมีการพัฒนาทางด้านสองอย่างนี้มากขึ้น นอกจากเรื่องสันทนาการ เรื่อง edutainment ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก...แต่เรื่องที่เป็นนามธรรมกว่านั้นคือเรื่องการสื่อเพื่อจะออกไปให้ไกลกว่าสถานที่นั้น ระบบดิจิทัลเป็นระบบสำคัญ เพราะตอนนี้ แม้แต่ประเทศไทยยังเป็น ๔.๐ โลกมันก็เป็น Digital Disruption (สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล) ขณะนี้การจะสื่อสารอะไรด้วยระบบดิจิทัลมันเป็นเรื่องสำคัญมาก...ถ้าเด็กๆ ไม่สามารถจะเข้าใจได้ คนรุ่นหลังไม่สามารถเข้าใจได้ก็คงจะทำให้การเผยแพร่เป็นไปได้ยาก ในเมื่อเราได้ปรับปรุงระบบการเผยแพร่ที่จะเข้าไปสู่ระบบ digitalisation มากขึ้น ก็จะเป็นการถูกกับอนาคต...เรานับว่าเข้าถูกทางแล้ว ที่เรามาเดินทางนี้ ถ้าเรามัวแต่นั่งเก็บอยู่ ใช้สถานที่ของเราเป็นหลักอยู่ ก็คงจะไปไม่ได้ไกล แต่บัดนี้เรามีครบถ้วนที่พอจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป” รองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่อนาคต

20181105 pic02 cr

เกือบ ๒ ชั่วโมงกับบทสนทนาที่ว่าด้วยความทรงจำเก่าๆ บนโลกใหม่ ชายแปลกหน้าคล้ายได้พักอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ยืนต้นเพื่อทบทวนบทบาทของตนเอง ถ้อยคำจากรองประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ทำให้นึกย้อนภาพระหว่างรั้วกั้นอาคารและสถานที่ภายนอก บ้างมองว่าเป็นส่วนกั้นระหว่างความปลอดภัยและอันตราย บ้างมองเป็นหมุดหมายกั้นแบ่งระหว่างการงานและความเป็นส่วนตัว บ้างมองว่าเป็นเส้นแบ่งระหว่างการพักผ่อนและการทำหน้าที่ บ้างมองว่าเป็นดินแดนด้านในกับภายนอก และบ้างมองเป็นส่วนกั้นระหว่างโลกุตตระและโลกียะ เขาหยิบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนขึ้นมาพิมพ์ข้อความ ‘พุทธทาส’ ลงในเว็บไซต์ google เพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง ขณะที่รถไฟฟ้ากำลังแล่นผ่านทิวทัศน์ของเมือง...เขาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อพบว่า เขายืนอยู่นอกรั้วเพื่อทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวเก่าๆ บนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วทุกๆ วัน