Recommend Print

การเมืองเรื่องศีลธรรม

การเมืองเรื่องศีลธรรม

ธรรมบรรยาย โดย พุทธทาส อินทปัญโญ

ชุดธรรมะกับสวัสดิการของมนุษย์และสังคมครั้งที่ ๔

วันที่ ๑๖ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ท่านที่เป็นนักเรียนการเมืองตามที่เรียกกันทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นข้อแรกในการมาที่นี้ของท่านทั้งหลายในลักษณะอย่างนี้ มันมีเหตุผลที่จะยินดีด้วยเหตุที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า การเมือง นั้น มันก็เนื่องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ผู้ที่พูดว่าศาสนาไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้นมันหลับตาพูด คือมันไม่รู้ว่าศาสนานั้นคืออะไร? หรือว่าการเมืองคืออะไร? ที่จริงมันเป็นสิ่งที่เนื่องกันหรือความหมายหนึ่งมันเป็นสิ่งเดียวกันก็ได้ อาตมาจึงมีความยินดีที่ได้พบปะกับผู้ที่มีหน้าที่ธุระเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าการเมือง

20181007 1a

ศาสนามีความมุ่งหมายเป็นสันติภาพอย่างยิ่งของมนุษย์ การเมืองก็เป็นเรื่องที่มีความมุ่งหมายสันติภาพของมนุษย์ และยังเหมือนกันตรงที่ว่าไม่ต้องใช้อาชญา คือ มุ่งหมายจะไม่ใช้อาชญา ถ้ามุ่งหมายจะใช้อาชญาก็เป็นการเมืองบ้า หรือถ้าไม่มุ่งหมายสันติภาพของโลกก็เป็นการเมืองบ้า ศาสนาก็เหมือนกันมุ่งหมายสันติภาพของมนุษย์ ทั้งการเมืองและการศาสนามุ่งหมายสันติภาพของมนุษย์ แล้วจะว่าไม่เกี่ยวข้องกันอย่างไร? มุ่งหมายอย่างเดียวกัน พยายามฝึกฝนอย่างเดียวกัน ยังเป็นประโยชน์แก่กันและกัน อย่างน้อยสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นก็ช่วยเหลือในด้านจิตใจให้มีความเหมาะสมที่คนเราจะดำเนินหน้าที่ทางการเมือง ซึ่งมีความมุ่งหมายสำคัญว่าต้องไม่ใช้ศาตรา ไม่ใช้อาชญาคืออาวุธ การใช้อาวุธไม่ใช่ความมุ่งหมายการเมืองเว้นแต่จำเป็น หรือการเมืองที่ไม่บริสุทธิ์มันก็ต้องใช้อาวุธ คือใช้อาชญา ถ้าเป็นการเมืองบริสุทธิ์ในความมุ่งหมายเดิมมันก็ใช้วิธีการที่ไม่ต้องนองเลือด อย่างนี้เราเห็นว่าเหมือนกันในความมุ่งหมายที่จะสร้างสันติภาพของมนุษย์

การเมืองไม่ใช่เรื่องสกปรก การเมืองเป็นเรื่องสกปรกเมื่อมันสกปรกกันทีหลัง เมื่อการเมืองมันไม่มีอุดมคติการเมืองกลายเป็นเครื่องมือสำหรับคดโกงอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทั่วไป มันก็เลยได้สรรพนามใหม่ว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรกที่กำลังมีในโลก และกำลังมีแม้ในประเทศของเรา จึงขอให้เพ่งเล็งไปยังการเมืองที่บริสุทธิ์เพราะไม่มีเรื่องสกปรก ต้องมีความถูกต้องความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และมีความหมายเดียวกันกับคำว่าศีลธรรม

ศีลธรรม   แปลว่า   ธรรมะ เครื่องทำความปกติ สิ่งที่ทำความปกติ

ศีลละ     แปลว่า   ปกติ

ธรรมะ    แปลว่า   เหตุก็ได้ การกระทำก็ได้

การเมืองที่บริสุทธิ์ก็เป็นศีลธรรม โดยเหตุที่คำว่าศีลธรรมคำนี้มีความหมายกว้าง หมายถึงอะไรก็ได้ถ้ามันทำไปเพื่อความปรกติสุข หรือปรกติสงบของมนุษย์ก็จัดเป็นศีลธรรมหมด ถ้าว่าการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องมันก็เป็นไปเพื่อความปกติไม่ใช่เพื่อความวุ่นวาย แต่นี้การเมืองคดโกงมันก็สร้างความวุ่นวายตลอดกาล กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นเรื่องสกปรกไปเสีย

20181007 2

 

การที่เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองกันว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผล จึงขอให้ระลึกไว้ว่าการเมืองเป็นเรื่องของศีลธรรม ถ้าพูดให้มากกว่านั้นก็เป็นเรื่องการกุศล เข้าใจว่าหลายคนไม่เห็นด้วยที่อาตมาจะพูดว่าการเมืองเป็นเรื่องการกุศล เพราะเคยมองกันแต่ในเรื่องสกปรก เรื่องต่อสู้ เรื่องเข่นฆ่า เรื่องอาฆาตมาดร้าย มีคำว่าแก้แค้น มีคำว่าจะเอาให้ตายให้พังทลาย ระหว่างพรรคการเมืองมันมีแต่จะเอาให้พังทลายกันทั้งนั้น ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่ศีลธรรม ไม่ใช่การกุศล!! แต่ถ้าทุกคนมุ่งหมายความสงบสุขของเพื่อนมนุษย์ แล้วกระทำกันโดยสติปัญญา ความรัก ความเมตตา สามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผ่อนสั้น ผ่อนยาว จนเกิดความปรกติสุขขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องใช้การนองเลือด นั้นคือการเมืองที่บริสุทธิ์ เป็นศีลธรรม และเรียกได้ว่าเป็นการกุศล

นับตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นในโลก ละสภาพจากคนป่ามาเป็นคนมีวิชาความรู้ แล้วเขาก็รู้จักจัด รู้จักทำให้เกิดความสงบสุขในลักษณะนี้ คือเมื่อคนยิ่งมากเข้ามันก็ยิ่งมีปัญหา เพราะความมากคนนั่นเอง!! เกิดเบียดเบียน เกิดขโมย เกิดเอาเปรียบ เกิดอะไรเพราะความมากของคน เขาจึงมีวิธีการอันหนึ่งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอันเกิดจากความมากของคนนี่ก็เชื่อได้ว่ามีมานานแต่โบราณก่อนพุทธกาล เขาเรียกชื่อกันอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่เหมือนที่ใช้กันในวันนี้ว่าการเมือง หรือ politics แต่ขอให้รู้เถอะว่าบรรพบุรุษแต่ครั้งก่อนได้พบปัญหานี้แล้ว จึงคิดแก้ปัญหาเกิดเป็นวิชาขึ้นมาระบบหนึ่งเกิดจากคนมากเข้าที่ต้องอยู่ร่วมกัน เป็นระหว่างพวก ระหว่างประเทศ

เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องระหว่างประเทศเสียมากกว่า ภายในประเทศก็เป็นระหว่างพวกระหว่างพรรค หรือระหว่างกลุ่มคนนั่นเอง อาตมาจึงรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องศีลธรรม เป็นเรื่องที่ถ้าทำไปโดยบริสุทธิ์แล้วก็เป็นกุศลชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงยินดีในการมาของท่านที่เรียกว่านักศึกษาการเมือง โดยถือว่าภิกษุสงฆ์ทั้งหมดก็มีหน้าที่เหมือนนักการเมือง คือสร้างสันติสุข สันติภาพให้แก่สังคมโดยไม่ต้องใช้อาชญา ก็เลยพูดไปเสียว่า ยอดนักการเมืองคือพระพุทธเจ้า บางคนคิดในใจว่าบ้าแล้ว บ้าแล้ว!! ท่านทั้งหลายลองสอดส่อง พิจารณาดูเถอะว่า ใครบ้างที่หวังสันติภาพ สันติสุขของมนุษย์โดยไม่ต้องใช้อาชญา และทำมาอย่างยิ่ง อย่างสูงสุดมีใครบ้างนอกที่ทำได้ดีกว่าพระพุทธเจ้า

20181007 3

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า

“การเกิดขึ้นของตถาคตในโลกนี้ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ ศาสนาทั้งธรรมวินัยของตถาคตมีอยู่ในโลกนี้เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ ขอให้พวกเธอทั้งหลายช่วยกันรักษาพระธรรมวินัยแห่งศาสนานี้ไว้ให้คงอยู่ เพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์”

ในคำตรัสของท่านถ้ามองคำว่าเทวดาและมนุษย์ ในความหมายตรง ๆ ตามตัวหนังสือแล้วจะเห็นว่าการเมืองของท่านยิ่งกว่าการเมืองของปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึงแต่มนุษย์ ส่วนท่านกวาดหมดทั้งเทวดาและมนุษย์ มันต้องอยู่กันอย่างเป็นสุข

เทวดา ตีความหมายตามภาษาธรรมในคัมภีร์เขียนไว้ว่า คือบุคคลที่ไม่รู้จักเหงื่อ ไม่เคยพบเหงื่อ ถ้าเทวดาตนไหนมีเหงื่อจะต้องจุติ (ตาย) ทันที หมดจากความเป็นเทวดาทันที เทวดาเขาวัดกันด้วยเหงื่อ ส่วนมนุษย์คือผู้ที่ยังต้องคลุกคลีกับเหงื่อ เดี๋ยวนี้เราพอจะมองเห็นว่าคนในโลกที่พอจะเทียบได้กับเทวดาคือไม่รู้จักเหงื่อก็คือพวกคนมั่งมี พวกนายทุน ซึ่งเขาสะสมทรัพย์ก็เพื่อประโยชน์ที่จะได้ไม่ต้องมีเหงื่อ ส่วนพวกกรรมกรก็คือพวกที่รู้จักเหงื่อ สงครามยืดเยื้อยาวนานมาจากกลุ่มคนที่ถือลัทธินายทุน และลัทธิกรรมกร ที่ออกมาเป็นปัญหาคอมมิวนิสต์ที่ไหนก็ตาม ก็เป็นปัญหาของพวกที่ยังรู้จักเหงื่อ จึงเห็นว่าการเมืองก็มีลักษณะเดียวๆ กันมาจนบัดนี้

มีเรื่องที่ต้องดูลึกกันไป คือทั้งเทวดาและมนุษย์ล้วนแต่ยังมีปัญหาเทวดาก็ยังมีกิเลสเท่ากับมนุษย์แหละ มีความโลภ โกรธ หลง เท่ากับมนุษย์ ไม่ใช่ว่ารวยแล้ว เป็นเทวดาแล้วจะหมดกิเลส ไม่มีหลักเกณฑ์อย่างนั้น แล้วมีปัญหาที่ตรงกันอย่างยิ่งคือความเห็นแก่ตัวทั้งเทวดาและมนุษย์เช่นสมัยนี้นายทุนก็เห็นแก่ตัว กรรมการก็เห็นแก่ตัว กิเลสมันเหมือนกันก็รบกันได้ไม่สิ้นสุด เพราะต่างฝ่ายต่างมีความเห็นแก่ตัวมันเป็นข้าศึกร่วมกันที่นั่น เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เพราะเกิดมีนายทุนที่เห็นแก่ตัว มันจึงเกิดคอมมิวนิสต์หรือกรรมการผู้ยื้อแย่ง การต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยเหตุที่ขาดธรรมะคือความไม่เห็นแก่ผู้อื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ถ้าเป็นในสมัยโบราณ โดยเฉพาะพุทธกาลปัญหาอย่างนี้ไม่มี เพราะคำว่า เศรษฐี ในสมัยพุทธกาลไม่ใช่คนร่ำรวยที่เห็นแก่ตัว แต่เป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด จะเลี้ยงดูคนที่ไม่มีที่พึ่งเป็นบริวาร ช่วยกันทำงาน แล้วนำผลงานมาตั้งเป็นกองทุนเรียกว่าโรงทาน ยิ่งมีโรงทานมากยิ่งเป็นเศรษฐีมาก เศรษฐีจึงเป็นผู้ที่สะสมประโยชน์ไว้ช่วยผู้อื่นด้วยโรงทาน หรือสร้างวัด ดูได้จากอดีตว่าวัดมีเศรษฐีเป็นผู้สร้างโดยส่วนมาก   ส่วนคนยากจนในสมัยพุทธกาลก็เป็นคนที่ยอมรับสภาพโดยถือว่าบุญ กรรมเป็นผู้จัดให้เราต้องเป็นอย่างนี้ ให้ต้องอยู่กับเหงื่อ แล้วทำหน้าที่ของคนยากจน ไม่มีโอกาสที่จะไปยื้อแย่งกับคนมั่งมี เพราะมีแต่เศรษฐีที่คอยช่วยคนยากจน ขอให้รู้จักความแตกต่างระหว่างคำว่า นายทุนและกรรมกร และคำว่า เศรษฐีกับคนยากจน ซึ่งไม่เหมือนกัน

20181007 5

ในสมัยก่อนไม่มีคนแบบนายทุนที่มุ่งแต่จะขูดรีด ในสมัยนี้ก็ไม่มีคนแบบเศรษฐีที่จะเก็บเงินไว้สร้างโรงทาน สร้างวัด สร้างสาธารณประโยชน์   ขอให้เรามองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาในโลกว่า พอมาถึงสมัยหนึ่ง คนพวกหนึ่งเขารวบรวมกำลังทรัพย์ไว้ให้ได้มากเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว กำไรที่ได้มาก็จะสมทบขึ้น ให้มีทุนมากขึ้นเพื่อจะผูกขาด กอบโกยมากขึ้น เรียกว่า ลัทธินายทุน ไม่ใช่คำเดียวกับ คำว่า เศรษฐีในพระบาลี หรือพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นข้าศึกของสันติสุข ของโลก เหมือนกับที่ลัทธิสังคมนิยมบางแขนงเขากล่าวหาว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด เขาหลับตาพูด เพราะเขาไม่รู้จักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดยาเสพติดไม่ใช่ตัวยาเสพติด ศาสนาอื่นใดที่ทำให้คนงมงายนั้นแหละคือยาเสพติด เราจะต้องมองเห็นความเข้าใจผิด ความขัดแย้งเหล่านี้ให้ดี จึงจะมีหนทางแก้ปัญหาเหล่านี้ได้โดยสันติวิธี

ที่พูดว่าพระพุทธเจ้าเป็นยอดนักการเมือง เพราะท่านมุ่งหมาย อุทิศ เสียสละทุกอย่างทุกประการ เพื่อให้โลกนี้มีสันติสุข สันติภาพของโลก พวกลัทธิคอมมิวนิสต์เขาก็ประกาศเหมือนกันว่าเพื่อสันติภาพของมนุษย์ ข้อนี้เราเถียงกันไม่ได้ ไม่มีอะไรมาตัดสิน เขาก็มีสิทธิ์โฆษณาและพิสูจน์ว่าลัทธิของเขาเพื่อสันติสุข สันติภาพแก่โลก แต่วิธีการที่จะจัดให้มีสันติภาพระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับพุทธศาสนามันต่างกันลิบ  

คำว่า เสรีประชาธิปไตย ก็ต้องดูเหมือนกันเพราะมันยังเป็นนายทุนอยู่ และยังไม่อาจกำจัดสิ่งเลวร้ายในหมู่มนุษย์ได้ ถ้าประชาธิปไตยยังเป็นฝ่ายนายทุน มันก็ยังไม่สามารถจะปัดเป่าสิ่งเลวร้ายในโลกนี้ได้ ถ้าเสรีประชาธิปไตย เต็มไปด้วยเศรษฐี ทำอะไรเพื่อโรงทาน เพื่อมนุษย์ผู้อื่น เพื่อโลก มันจะแก้ปัญหานี้ได้ เราเห็นได้ชัดว่ามันต่างกันระหว่างพวกคอมมิวนิสต์ที่เขาจะจัดโลกด้วยกำลัง ด้วยความอาฆาตของเขา บีบคั้นให้เกิดสันติภาพ ส่วนพุทธบริษัทต้องการจะจัดโลกด้วยความรัก และเมตตาเป็นเครื่องมือ ในเมื่อพวกหนึ่งใช้ความโกรธแค้น อาฆาต เป็นหลักใหญ่เพื่อจะเยื้อแย้งความไม่เสมอภาคในทางปัจจัยแห่งความสุข ซึ่งเป็นไปเพื่อสงคราม แต่ผู้ที่ทำสงครามเขาก็พูดว่าทำไปเพื่อสันติภาพ เราจึงยังพูดกันไม่เข้าใจ

ดังนั้น องค์การโลกจึงไม่สามารถจะบังคับคดีอะไรได้ ไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ในระหว่างคน ๒ ฝ่ายที่ต้องการจะจัดโลกให้มีสันติภาพเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกัน โดยพวกหนึ่งจัดตามแบบของเศรษฐีด้วยความรัก เมตตา แต่อีกพวกหนึ่งจัดด้วยอำนาจความเห็นแก่ตัว นายทุนก็เห็นแก่ตัว คอมมิวนิสต์ก็เห็นแก่ตัว รวมกันแล้วก็ไม่อาจจัดให้โลกนี้มีสันติภาพได้ ต้นเหตุของปัญหามาจากความเห็นแก่ตัวของคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าทุกฝ่ายไม่เห็นแก่ตัว ปัญหาก็เกิดขึ้นไม่ได้ โลกนี้ก็มีสันติภาพ การจัดให้โลกมีสันติภาพต้องจัดด้วยธรรมะ ความถูกต้อง ความยุติธรรม ความไม่เห็นแก่ตัว คือ มนุษย์จะต้องมีจิตใจสูงพอที่จะไม่เห็นแก่ตัว

20181007 6

ธรรมะ แปลว่า หน้าที่ถ้าคนยอมรับว่ามีหน้าที่อย่างไร และทำหน้าที่อย่างนั้น ไม่นานก็จะพ้นจากความยากจน แล้วจะทำอย่างไรให้คนยากจนยอมรับสภาพความยากจน ว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่เราจะต้องต่อสู้ไปอย่างนั้น ถ้าเขาเชื่อเรื่องกรรม หรือเชื่อในพระเจ้าเขาก็จะยอมรับ แต่การศึกษาในโลกสมัยนี้ไม่ได้ทำให้คนยอมรับสภาพอย่างนั้น!! เขาจะมองในแง่มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา มันมีการเอาเปรียบอย่างนั้น อย่างนี้ มันจึงเกิดปรปักษ์และต่อสู้กันถ้าเราสามารถทำให้คนเข้าใจลึกซึ้งว่า ธรรมะคือหน้าที่ ให้ทุกคนบูชาหน้าที่ เห็นเป็นสิ่งประเสริฐ ทำหน้าที่อย่างยิ่ง เป็นเกียรติยศของมนุษย์ ปัญหาจะไม่เกิด

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ คือ ต้องทำหน้าที่ ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ แม้แต่ต้นไม้ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ทุกคนต้องมีธรรมะที่เหมาะสมแก่ตนเป็นพวก ๆ ไป เป็นชาวนา ชาวสวน ข้าราชการ พ่อค้าก็ต้องมีหน้าที่ หน้าที่ก็คือธรรมะ ยินดีกับธรรมะ กับหน้าที่นั้นเพราะเป็นสิ่งประเสริฐ และยอมรับสภาพเราจะเหมือนกันไม่ได้ ก็ต้องมีความสามารถลดหลั่นกันไปตามธรรมชาติที่จัดมาให้ จะต้องบูชาหน้าที่ว่าเป็นสิ่งสูงสุด จึงยินดีทำ ยินดีทำ

อาชีพเรียกว่า หน้าที่ ต้องยินดีทำเพราะเป็นธรรมะ เป็นสิ่งประเสริฐของคนๆ นั้น คนเดี๋ยวนี้ไม่อยากทำงานเพราะมันเหนื่อย อยากจะสบาย ก็เลยไม่อยากทำหน้าที่ ก็ฝืนใจทำ เหมือนตกนรกไปพลางทำงานไปพลาง เลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปพลาง ความคิดก็อยากจะไปขโมยดีกว่า มาถีบสามล้ออยู่ทำไม? มาแจวเรือจ้างอยู่ทำไม? มันจึงเกิดอันธพาลขึ้นมา แต่ถ้าเขายอมรับสภาพว่า เรามีความสามารถอย่างนี้ แล้วก็ทำงานเรื่อยไป บูชางานว่าเป็นการปฏิบัติธรรมะ เป็นการบำเพ็ญกุศลอยู่ในตัว เขาก็ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อเวลาทำงาน ไม่นานเงินก็เหลือ เพราะไม่ต้องไปหาความสุขที่ไหนให้เงินไม่พอใช้ให้เป็นปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น ไม่นานก็มีเงิน มีทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ พ้นจากสภาพความยากจน ในที่สุดเพราะประพฤติธรรมะ

20181007 7

เดี๋ยวนี้คนพูดกันผิดๆ ว่าจะต้องมีกิน มีใช้ก่อนถึงจะไปปฏิบัติธรรมะ เขาพูดโดยไม่รู้สึกตัว เขาหลับตาพูด เพราะเขาขาดธรรมะเขาจึงยากจน ขาดธรรมะตรงที่ว่าเขาไม่ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่นั่นเอง สิ่งที่จะแก้ปัญหาความยากจนได้ก็คือธรรมะ ถ้ามีธรรมะก่อนก็จะพ้นจากความยากจนได้ เช่น ชาวนาไถนาอยู่ในนา คนกวาดขยะบนถนน นั่นแหละเขากำลังปฏิบัติธรรมะในสภาพนั้น ในชั้นนั้น ไม่ต้องมาที่วัด ในเมื่อเขาพอใจว่าเป็นสิ่งดี สิ่งที่ประเสริฐ เขาก็เป็นสุข เงินก็ค่อยๆ เหลือ และพ้นจากสภาพในขณะนั้น จนเป็นคนมีอันจะกินได้เหมือนกัน เหมือนตัวอย่างเช่น คนที่มาจากเมืองจีนมือเปล่า ยังมาเป็นเศรษฐี เป็นเจ้าสัวได้โดยไม่ต้องคดโกงก็มี ขอให้ช่วยบอกกล่าวกันว่า ธรรมะคือสิ่งที่จะแก้ปัญหาความยากจน

ปัญหาทุกอย่างเกิดมาจากการที่คนไม่มีศีลธรรมเมื่อนักเศรษฐกิจไม่มีศีลธรรม นักการเมืองไม่มีศีลธรรม นักปกครองโดยเฉพาะข้าราชการไม่มีศีลธรรม มันก็สร้างปัญหาเลวร้ายขึ้นมาในประเทศชาติ ไม่ว่าปัญหาอะไรก็มาจากความไม่มีศีลธรรมของผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่นั้นๆ ถ้ามีศีลธรรมปัญหาก็หมด   ไม่มีนักเศรษฐกิจโกง มันก็ไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่มีการโกง ขูดรีดกัน

ที่ว่าจะนำเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นการหลับตาพูด เอาน้ำโคลนมาล้างโคลนมันไม่ได้ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจมันเกิดจากความไม่มีศีลธรรม ถ้ามีศีลธรรมเข้ามาปัญหาเหล่านั้นก็หายไป รวมถึงปัญหาการเมือง การปกครองก็เช่นกัน จึงว่าปัญหาทั้งหลายแก้ไขได้ด้วยความมีศีลธรรม หรือมีธรรมะ แม้แต่ปัญหาประจำโลกอย่างเรื่องนายทุนกับกรรมกร เมื่อนายทุนกลายเป็นเศรษฐีใจบุญ กรรมกรก็เป็นผู้ยอมรับสภาพว่าอาชีพ หน้าที่นั้นคือธรรมะ ตั้งหน้าตั้งตาทำ มันก็จะกระเตื้องขึ้นมาจนพ้นสภาพความยากจน เป็นคนที่ไม่มีปัญหาแต่เดี๋ยวนี้กรรมกรยากจนอย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับสภาพนั้น เขามุ่งหมายที่จะยื้อแย่ง เพราะเขาต้องการจะเป็นอยู่ให้เหมือนกับนายทุน มนุษย์ต้องการจะเป็นอยู่ให้เหมือนกับเทวดา!!

ในหมู่ชนกรรมกรเขาต้องการจะมีทีวี ตู้เย็น รถยนต์เหมือนที่นายทุนมี พอมีไม่ได้ก็เครียด คิดล้มล้าง ฆ่านายทุนให้หมดไปจากโลก และจัดระบบใหม่ให้ไม่ต้องมีกรรมกรให้มีแต่นายทุน แต่เมื่อทำไม่ได้อย่างที่คิดก็เป็นทุกข์ และถือโอกาสเป็นอันธพาลได้ด้วย เมื่อไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการโดยวิธีที่ถูกต้อง สุจริต เขาก็ต้องเป็นทุจริต เป็นอันธพาล เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการซึ่งมันเกินฐานะของเขา เขาไม่ยอมรับสภาพที่มันเป็นอย่างนั้น ไม่ค่อยๆ แก้ปัญหาขึ้นมาตามลำดับนั้น เราจึงมีอันธพาลเพิ่มขึ้นทุกวัน เต็มบ้านเต็มเมืองขึ้นทุกที เพราะคนเหล่านั้นเขาไม่ยอมรับสภาพยากจน ไม่แก้ปัญหาด้วยธรรมะ เขาก็ต้องเป็นขโมย ต้องจี้ ต้องปล้น เป็นอันธพาลไปตามเรื่อง แล้วถ้ามีคนมาชักชวนเข้าป่าว่าไปทางโน้นเถอะ เรียนรัด รวยรัด เขาก็ไปกันใหญ่ มันก็เป็นปัญหาที่ซับซ้อนเหลือที่จะแก้ไขได้

20181007 8

อาตมายังยืนยันว่า พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดของนักการเมือง เพราะท่านมีวิธีที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หมด คือ ธรรมะ ซึ่งมีความหมายว่า เราเป็นผู้ถือหลักอันยุติธรรมของธรรมชาติตามเหตุ ตามปัจจัยที่มีมาอย่างไร แล้วแก้ปัญหานั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจจนลุล่วงไปได้ด้วยดี หลักใหญ่ ๆ ของธรรมะ คือ ไม่เห็นแก่ตัว ที่สูงสุดจนเห็นว่าไม่มีตัว เรื่องอนัตตา เรื่องไม่มีตัว มันอาจจะดีเกินไป ยังนำมาพูดไม่ได้ แต่นั่นคือหัวใจของเรื่อง!! เพราะเมื่อไม่มีตัว ก็ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่อิจฉา อาฆาตมาดร้ายผู้อื่น เดี๋ยวนี้นายทุนก็เห็นแก่ตัว นักการเมือง กรรมกร ประชาธิปไตยก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น กิเลสของคนเห็นแก่ตัวมันก็รบกัน ทำลายกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปัญหาของมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว แล้วเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปตามความเห็นแก่ตัว จึงได้เป็นผู้อาฆาต จองเวรกัน ทำลายล้างกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายจะตัดต้นเหตุอันนี้ คือทำลายความเห็นแก่ตัว เป็นวิญญาณของการเมืองอันบริสุทธิ์ ที่ว่าคนจำนวนมากจะอยู่กันผาสุกได้โดยไม่ต้องใช้อาชญา อาวุธของท่านก็คือปัญญา สัมมาทิฏฐิ ความรู้ ความเข้าใจอันถูกต้องแก้ปัญหา ไม่เคยใช้อาวุธ ของมีคมที่ใช้ฆ่ากัน กองทัพของท่านก็คือผู้ประกอบไปด้วยสัมมาทิฏฐิ ถือปัญญาวุธเป็นอาวุธมันก็แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ พุทธบริษัทเราจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ทหาร พลเรือน อะไรก็ตามควรจะเป็นอย่างนี้ จะต้องมีหลักการอย่างนี้ จึงจะแก้ปัญหาได้โดยแท้จริง ถ้าจิตใจมันต่ำ เห็นแก่ตัว ตามหลักธรรมะไม่เรียกว่ามนุษย์ ถ้ามีจิตใจสูง ไม่เห็นแก่ตัว เรียกว่ามนุษย์ 

มนุษย์  แปลว่า มีจิตใจสูง

มน      แปลว่า  ใจ

อุษย     แปลว่า  สูง

หรือจะแปลว่าผู้เป็นลูกหลาน เป็นเหล่ากอของมนู หมายถึงผู้มีจิตใจสูง

เมื่อมนุษย์เป็นผู้มีจิตใจสูง มันก็คิดผิดไม่ได้ เห็นผิด ทำผิดไม่ได้ เราจะพูดให้มันน่าขันสักหน่อยว่า มนุษย์ไม่มีทางจะรบกับมนุษย์ เพราะมีจิตใจสูงเหมือนกัน มันรบกันไม่ได้ ถ้ารบกันได้แสดงว่าต้องมีฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายที่มีจิตใจต่ำ จึงรบกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด คนรบกับคนได้ แต่มนุษย์รบกับมนุษย์ไม่ได้ เพราะมีจิตใจสูง เพราะมีธรรมะซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มีจิตใจสูง

ทำไมจึงมีจิตใจต่ำ?       

เพราะมันเห็นแก่ตัว

ทำไมจึงเห็นแก่ตัว?        

เพราะมันโง่ต่อสิ่งที่มาสัมผัส

คือ ความสุข สนุกสนาน อิ่มอร่อยที่มาสัมผัสเขาอยากจะได้มัน เมื่อไม่ได้โดยสุจริต เขาก็เอาโดยทุจริต จึงเกิดอันธพาลมาประเภทหนึ่งในโลกนี้ “ธรรมะสูงสุดมีอยู่ว่า อย่าโง่ อย่าหลง ในสิ่งที่มาสัมผัส” มาสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ใจ ทั้ง ๖ ทางนี้มันมีอะไรมากระทบให้เกิดความรู้สึก เรียกว่า ผัสสะก็ได้ สัมผัสก็ได้ ถ้าโง่ตอนนั้นแล้วมันจะไปหลงอะไรที่อร่อย แล้วมันก็จะเห็นแต่อร่อยอย่างเดียว จะเอาให้ได้ ไม่ต้องคิดว่าถูกผิดอย่างไร เหมือนกับอันธพาลทั้งหลาย เขาเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยของเขา เขาจึงมาจี้ ปล้น เอาเงินไป เพื่อไปหาความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ใจทั้งนั้น อันธพาลเหล่านั้น โง่ต่อผัสสะ หลงต่อผัสสะ เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อหาความอร่อยทางผัสสะโดยเฉพาะทางกามารมณ์ เพราะความโง่ต่อผัสสะจึงเกิดกิเลสชนิดนี้ขึ้นมาแล้วสร้างปัญหา ถ้าคนเราไม่โง่ ไม่หลงในขณะผัสสะแล้ว จะไม่มีใครทำอย่างนั้น จะต้องรู้จักที่ดี ที่ควร ที่พอดี

20181007 9

เดี๋ยวนี้คนเราไม่มีทางที่จะพอโดยเฉพาะทางกามารมณ์ อันธพาลเหล่านั้นต้องการกามารมณ์ไม่มีขอบเขต แล้วเขาก็ต้องทำอันธพาลมากขึ้น ๆ เพื่อจะได้ปัจจัยทางกามารมณ์มาหล่อเลี้ยงจิตใจของเขา มูลเหตุที่ทำให้คนยากจน จับอาวุธขึ้นต่อสู้ จนกลายเป็นลัทธิ เพราะเขาหลงผัสสะ เอร็ดอร่อยทางผัสสะ ต้องการจะเอาให้ได้ สำหรับนายทุนที่เขาไม่ยอมผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่ยอมเอื้อเฟื้อ เพราะเขาก็หลงผัสสะเหมือนกัน นายทุนทั้งหลายก็สงวนปัจจัยทางกามารมณ์ของตนไว้ เพื่อสนองผัสสะของตนอย่างไม่ยอมแบ่งปัน พวกกรรมกรก็จะเอาให้ได้ ก็ต้องฆ่าล้างนายทุน เพื่อจะเอาปัจจัย ผัสสะทางกามารมณ์มาให้ได้ นี่คือปัญหาที่แท้จริงระหว่างนายทุนและกรรมกรที่ยืดเยื้อไม่มีที่สิ้นสุด และองค์กรทั้งหลายยังเป็นหมัน เหมือนจับปูใส่กระด้ง เพราะไม่ได้ตัดต้นตออันแท้จริงของปัญหา ฉะนั้น ถ้าคิดจะแก้ปัญหากันตอนไหน เมื่อไหร่ ขอให้ทำความเข้าใจกันถึงส่วนลึกของปัญหา คือว่า เรามามีธรรมะกันเถิด เรามาเป็นมนุษย์กันเถิด อย่าเป็นแต่เพียงคนเลย

ถ้าเป็นแต่เพียงคนเราก็ยังต้องเป็นทาสของกิเลส รับใช้กิเลส ฆ่าฟันกันไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเราเป็นมนุษย์ และมีธรรมะเป็นเครื่องยึดถือ เรารับใช้ธรรมะ ถือธรรมะ เราก็ไม่ต้องฆ่าฟันกัน เราจะอยู่ร่วมกันได้แม้ว่าต่างกันลิบลับ เศรษฐีอาจจะอยู่ร่วมกับคนขอทานก็ได้

บางทีคนขอทานอาจจะเห็นแก่ตัวน้อยกว่า ถ้าเขายินดีในการขอทานไม่ไปประกอบอาชญากรรม เขาก็เป็นผู้มีธรรมะคนมีอันจะกินแล้วแต่ยังทำอาชญากรรมมาหล่อเลี้ยงกิเลสให้มากขึ้น นี่..เขาไม่มีธรรมะ ฉะนั้น คนขอทานมีโอกาสที่จะมีธรรมะมากกว่าคนธรรมดา เศรษฐี หรือนายทุน ถ้าธรรมะเข้ามา นายทุนก็กลายเป็นเห็นแก่ผู้อื่น เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ลงไปถึงกรรมกรผู้ยากจน ฝ่ายกรรมกรก็ยอมรับสภาพความยากจน จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ต้องต่อสู้ สนุกในการทำงานอย่างนี้ แล้วปลดเปลื้องความยากจนขึ้นมาทีละน้อย จนพ้นจากความยากจน โลกก็จะพ้นจากปัญหาการนองเลือดระหว่างนายทุนกับกรรมกร ต้นตอที่แท้จริงอยู่ที่การมีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะ

ถ้าเป็นคน ปุถุชน มีกิเลสเป็นใหญ่

ถ้าเป็นมนุษย์มีธรรมะเป็นใหญ่

เราจงช่วยกันร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยการเติมธรรมะลงในหมู่คนที่ไม่มีธรรมะ เพราะปัญหาเกิดจากการไม่มีธรรมะ พอมีธรรมะปัญหาทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ก็หมดไป

การจะใช้เศรษฐกิจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นไม่มีทาง เพราะเมื่อมีอำนาจทางเศรษฐกิจมันก็เห็นแก่ตัว เรามีกำลังทางเศรษฐกิจเท่าไหร่มันก็ชวนให้เห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น ฉะนั้น โลกนายทุนจึงไม่มีทางทำโลกให้สันติได้ เพราะว่าเขายังเห็นแก่ตัว ในหมู่กรรมกรก็เหมือนกันถ้ายังเห็นแก่ตัวอยู่ ไม่ยินดียกตัวเองโดยถูกต้อง โดยธรรมะ มุ่งแต่ใช้อำนาจ ใช้การเข่นฆ่า แย่งชิง เราจึงควรเห็นว่า เราเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนยากกัน ดีกว่าเราเป็นนายทุนเป็นกรรมกร เรามีความทุกข์เสมอกันด้วยกิเลสมันบีบคั้น เรามาช่วยกันต่อสู้ให้กิเลสหมดไป และไม่มีใครเห็นแก่ตัว มันก็รักกัน แม้ว่าจะต่างกันก็อยู่กันได้ เช่น ต้นไม้ใหญ่สูงเทียมเมฆ อยู่กันได้กับตะไคร่เขียวๆ ที่เกาะตามต้น เพราะมีธรรมะตามธรรมชาติ มีความรัก ความร่วมมือตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีต้นไม้ใหญ่ตะไคร่ก็ถูกแดดเผาอยู่ไม่ได้ตายหมด หรือถ้าไม่มีตะไคร่คลุมต้นไม้ คลุมดิน รักษาความชุ่มชื้นต้นไม้ใหญ่ก็อยู่ไม่สบาย อาจจะตายได้เหมือนกัน

20181007 10

สำหรับนายทุนถ้ามองเห็นว่าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน ร่วมมือกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันก็จะดีขึ้นและอยู่กันได้ อย่าไปโทษกรรมกรฝ่ายเดียว ปัญหามันมาจากการที่เราไม่มีธรรมะ และไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มันจึงเกิดปัญหา   ใครไม่มีธรรมะ คนนั้นแหละเป็นคนที่น่ารังเกียจที่สุดก่อให้เกิดปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ทางที่จะแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีโดยเร็ว เด็ดขาด และไม่กลับไปกลับมา คือ รีบนำธรรมะเข้ามา เพื่อขจัดปัญหาเลวร้ายให้หมดไป ไม่ใช่การพูดกันแต่ปากว่าสันติวิธี แต่ลับหลังเตรียมอาวุธไว้ทำลายกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างสะสมธรรมะเข้าไว้ และมีมากพอคนก็จะเลิกใช้อาวุธกันไปเอง

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่อวดอ้างกันนักหนาทุกประเทศ แต่ที่จริงเป็นการแลกเปลี่ยนเหยื่อของกิเลส ส่งเสริมกิเลสกันทั้งนั้น เช่น ระบำบัลเลย์ มันบ้าบอที่สุด ลองคิดดู ถ้ามันแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจริงๆ มนุษย์จะไม่เป็นอย่างนี้ จะรู้จักข่มกิเลส บังคับกิเลส แล้วมันจะรักกันได้ จะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

การคืนสู่เหย้า เหย้า คือ ต้นตอที่แรกที่เราออกไป แล้วเราจะกลับคืนสู่เหย้า กลับคืนสู่เหย้า คือ กลับคืนสู่ธรรมะ แต่นี่มนุษย์คืนไปสู่ไหนไม่รู้ ไปเป็นทาสของกิเลส แล้วก็ไปๆๆ แล้วก็รบราฆ่าฟันกันไม่มีที่สิ้นสุด  

ธรรมะ คือ บ้านเรือน หรือแผ่นดิน เป็นเหย้าที่แท้จริง กลับมาบ้านคือธรรมะ กลับสู่เหย้าคือธรรมะ สิ่งที่ถูกต้อง เปรียบเป็นแผ่นดินที่ตั้ง ที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เปรียบเป็นบ้านเรือนเพราะเป็นที่พักพิงอาศัยแห่งจิตใจ เดี๋ยวนี้คนเรามีแต่บ้านข้างนอก ไม่มีบ้านสำหรับจิตใจ มันก็เป็นอันธพาลกันหมด เพราะจิตใจไม่มีธรรมะเป็นบ้านอยู่ มันก็เห็นแก่ตัว รบรากันไม่สิ้นสุด ต่อให้มีองค์กรโลกสักร้อยพันก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ เพราะมันไม่ได้แก้ที่ต้นตอคือธรรมะ มันคอยแต่ใช้การประนีประนอมกันระหว่างคนที่เห็นแก่ตัว เดี๋ยวก็เข้าข้างคนโน้น คนนี้ มีพรรคมีฝ่าย ถ้ามีใครเอาธรรมะเป็นหลัก นั่นแหละ..จะแก้ปัญหาได้ การคืนสู่เหย้า คือ การกลับไปหาพระพุทธเจ้า คนก็จะรักกันทั้งโลก เรียกว่า แก้ปัญหาโดยสันติวิธี

เดี๋ยวนี้การศึกษาในโลกมันผิดหมด มันไม่การสอนที่ทำให้คนรู้จักธรรมะ รู้จักผิดชอบชั่วดี มันส่งเสริมสนับสนุนให้คนเห็นแก่ตัว ยิ่งเรียนสูงมากก็หมายความว่า ยิ่งมีความสามารถมากที่จะกอบโกยเอาผลประโยชน์เข้าหาตัวเพราะมีโอกาส ในการเรียนการสอนไม่ได้มีการสอนว่า ยิ่งมีความสามารถมาก เราจะต้องรักผู้อื่นมากเท่านั้น มีการสอนแต่ให้เก่งในเรื่องเทคโนโลยีหรืออะไรก็ตาม และเมื่อรู้เรื่องนั้นมากๆ มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัว จึงพูดกันไม่รู้เรื่อง และอาตมาเรียกการศึกษาชนิดนี้ว่า การศึกษาหมาหางด้วน

การศึกษาของชาติเรายังเป็นหมาหางด้วน เพราะสอนกันแต่หนังสือ วิชาชีพ ไม่มีการสอนธรรมะ ไม่สอนศีลธรรมให้คนรักกันเลย และเป็นเหมือนกันทั้งโลก ฝรั่งเขาเป็นก่อนแล้วไทยเราไปตามก้นเขา ไปเรียนมาจากเมืองนอก แล้วพยายามทำตามให้เหมือนฝรั่ง เราจึงไม่มีคนที่รักผู้อื่น จึงเป็นอันธพาล หลงอบายมุขจนลืมตัว เขาจะดึงกลับมาก็ไม่เอา เมื่อมิจฉาทิฏฐิมันครอบงำแล้วมันไม่เอาใคร ถ้าใครพูดไม่ตรงกับความต้องการของเขา คนนั้นเป็นข้าศึกของเรา ต้องฆ่าเสีย มันจึงเกิดการฆ่าครู ฆ่าพ่อแม่กันขึ้น

20181007 11

อาตมาขอแสดงความยินดีในการมาของท่านทั้งหลายอีกครั้งหนึ่งว่า เราเป็นนักการเมืองของพระพุทธเจ้าด้วยกันเถิด เพราะท่านเป็นยอดนักการเมือง มุ่งหมายจะจัดโลกทั้งหมดให้มีสันติสุข สันติภาพ โดยไม่ต้องใช้อาชญา   พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนา ไม่บังคับให้เชื่อ แม้แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสเองก็ไม่ต้องเชื่อทันที ให้นำไปพิจารณาดูๆ ปฏิบัติดู จะมีประโยชน์ จะแก้ปัญหาได้ ก็จะเชื่อแล้วก็ทำมากขึ้น แต่ถ้าเป็นธรรมะแล้วขอให้ทำจริงๆ เหมือนเผด็จการ

ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ มีอำนาจเผด็จการต่อธรรมชาติทั้งหมด ใครดื้อดึงไปไม่ได้ ถ้าใครฝืนจากหลักธรรมะ มันจะวินาศทั้งนั้น ธรรมะมันเผด็จการอย่างนั้น เราพยายามให้คล้อยไปตามแนวของธรรมะ มันจะเป็นการจัดมนุษย์ให้มีความสงบสุขโดยสันติวิธี เดี๋ยวนี้มนุษย์เตลิดเปิดเปิงไปจากธรรมะจนมีวิกฤตการณ์อันถาวรอย่างนี้แล้ว จงกลับมาสู่เหย้า สู่บ้านคือธรรมะ ปัญหาต่างๆ ก็จะค่อยๆ หมดไป หรืออย่างน้อยที่สุด การงานที่เรากำลังปฏิบัติอยู่คงดีขึ้น

ขอยุติการบรรยาย และฝากความหวังไว้ว่า “ขอให้ท่านทั้งหลายจงสนุก และเป็นสุขอยู่เมื่อเวลาทำงาน” เป็นอันหวังได้ว่าจะมีความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปในวิถีทางของพระธรรมนั้นอยู่ทุกทิพาราตรีกาล