Print

การทำบุญวันปีใหม่ให้ถูกต้อง

c00150

ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ  ปรารภเหตุเป็นอภิรักขิตสมัย กล่าวคือวันขึ้นปีใหม่ ดังที่ท่านทั้งหลายก็ได้ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว  ธรรมเทศนาในวันนี้จะได้แสดงโดยหัวข้อว่า อัปปะมัตตาน มียันติเยปะมัตตา ยะถามะตา ซึ่งแปลว่า บุคคลผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมไม่ตาย  บุคคลผู้ประมาทแล้ว ย่อมเป็นเหมือนผู้ตายแล้วดังนี้...

การทำบุญในวันปีใหม่นี้อย่างน้อยที่สุดมันก็จะต้องทำด้วยความรู้สึกคิดนึกชนิดที่เป็นความไม่ประมาท ที่ว่าได้ล่วงมาปีหนึ่งแล้ว ก็จะได้ทำให้ดีในปีต่อไป  ที่เรียกว่าทำบุญนั้น ก็ได้เคยพูดกันมามากแล้วว่าหมายถึงอะไรโดยละเอียด เดี๋ยวนี้ก็จะกล่าวแต่สรุปสั้นๆ ว่า ที่เรียกว่าทำบุญนั้น ตามธรรมดาสามัญก็คือ ทำสิ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจ อิ่มอก อิ่มใจ นี้อย่างหนึ่ง  จะเรียกว่าเป็นอย่างต่ำก็ได้  ถัดขึ้นไปนั้น การทำบุญก็คือการทำสิ่งที่จะทำให้บาปหมดไป  เอาบุญนั่นแหละเป็นเครื่องล้างบาป นี้ก็ยังน่าดูขึ้นไปกว่าที่จะพูดว่าทำบุญเพียงเพื่อให้มันอิ่มอกอิ่มใจ  ทีนี้ถ้าสูงขึ้นไปอีกแล้ว มันก็ต้องพูดว่าทำบุญก็คือทำเพื่อให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง เพราะว่าถ้ามีแต่บุญแล้วก็ยังจะต้องเวียนว่ายไปในวัฏสงสารบุญอย่างนี้ มันก็ยังไม่วิเศษวิโสอะไร  เพราะว่าการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ด้วยบุญนั้น มันก็ยังจะต้องมีปัญหาเกี่ยวกับ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง ก็ต้องมีความทุกข์  ครั้นถ้าจะให้หยุดเวียนว่ายเสียสักทีนั่นแหละจะเป็นการดีที่สุด  เพราะฉะนั้น การทำบุญมันจึงมีอยู่กัน ๓ ชั้นอย่างนี้ 

ทำบุญให้สบายใจเหมือนคนที่ทำกันทั่วไปนี้ ไม่ยาก ทำตามเขาว่า ละเมอเพ้อๆ ไปก็ยังอิ่มอกอิ่มใจได้ แม้ที่สุดจะเป็นบุญปลอม ก็ยังอิ่มอกอิ่มใจได้  เหมือนคนมีเงินปลอม เมื่อไม่รู้ว่าปลอมมันก็สบายใจว่ามีเงินมากได้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น การที่จะเอาแต่ความอิ่มใจเป็นหลักนั้น ยังไม่ปลอดภัย ยังจะต้องระวังให้ดีๆ ว่ามันอิ่มอกอิ่มใจถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า 

ทีนี้บุญชั้นที่ ๒ ก็คือให้มันเห็นชัดลงไปว่ามันล้างบาป อะไรที่เป็นบาป มันก็ทำให้หมดไปสิ้นไป เช่นว่าความขี้เหนียว เป็นสิ่งที่ทำให้ร้อนใจ ก็ทำบุญ เพื่อจะล้างความขี้เหนียวนั้นเสีย คือการบริจาค เพื่อจะทำลายเสียซึ่งมัจฉริยะ ดังนี้เป็นตัวอย่าง  เรียกว่าทำบุญเพื่อล้างบาป 

ส่วนอันสุดท้ายนั้น ทำบุญเพื่อจะให้ส่งขึ้นไปจนถึงระดับที่มีบุญเต็มปรี่แล้วก็ยังรู้สึกว่ามันยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็เลยอยากจะให้หยุดเวียนว่ายตายเกิด  จึงทำไปในทางที่เป็นวิชาความรู้  ให้รู้ว่าถ้ายังมีความหลง มีอวิชชา มีตัวกู มีของกู อยู่เพียงใดแล้ว ยังมีความทุกข์อยู่เพียงนั้น แม้จะเป็นตัวกูในสวรรค์ชั้นฟ้า ชั้นพรหมอะไรก็ตาม  จึงมุ่งที่จะทำลายล้างเสียซึ่งความผูกพันของอวิชชา อย่าให้มีความรู้สึกว่าตัวกู ของกู อีกต่อไปดังนี้ 

ในวันนี้ท่านทั้งหลายก็ได้ทำบุญปีใหม่ด้วยการตักบาตร ด้วยการรับศีล ด้วยการฟังเทศน์ เป็นต้น มันจะนำมาซึ่งความอิ่มใจ หรือว่า มันจะนำมาซึ่งการล้างบาป หรือว่า มันจะนำมาซึ่งความหลุดพ้น ก็แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะกระทำ

แต่อยากจะแนะให้สังเกตอยู่สักข้อหนึ่งว่า เมื่อตอนเช้านี้ก็มีการกล่าวคำถวายทานตามธรรมดาว่า อิทัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ  อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง  ซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีของที่นี่  แต่แล้วขอให้พิจารณาดูจากถ้อยคำที่ว่านั้นว่า อิทัง วะตะ เม ทานัง ทานของข้าพเจ้าวันนี้หนอ อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ จงเป็นสิ่งนำมาซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ  คำว่าความสิ้นไปแห่งอาสวะนั้นมันหมายความว่า หมดกิเลส หมดอวิชชา หมดตัณหา หมดอุปาทาน หรือที่เรากล่าวกันตามธรรมดาว่าหมดตัวกู ของกู โดยสิ้นเชิง  เมื่อมีการถวายทานยังมีความประสงค์ว่าให้ทานนี้เป็นไปเพื่อความหมดแห่งตัวกู ของกู ดังนี้  ถ้ามันเป็นได้อย่างนั้นจริง

ไอ้การทำบุญ ทำทานนั้นก็เป็นทานประเภทที่ ๓  คือเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น  เพราะมุ่งหมายจะทำลายล้างเสียซึ่งอาสวะ  แต่จะเป็นอย่างนั้นได้หรือไม่ก็ขอให้ลองคิดดูต่อไป  มันจะเป็นเรื่องงมงายทำไปโดยไม่รู้ว่าอะไรก็ยังได้  อย่างนี้ก็เรียกว่ายังประมาทอยู่  และยังไม่สมกับคำว่าทำบุญปีใหม่เลย  เพราะว่าทำบุญปีใหม่มันต้องไม่งมงาย  มันต้องไม่หลับหูหลับตาอยู่อย่างเดิม  มันจะต้องลืมหูลืมตาสว่างไสว แจ่มแจ้งขึ้น  ถ้าจะว่า อิทัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง อีกต่อไปแล้ว ขอให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เป็นไปตามนั้นได้จริงๆ  ก็จะเรียกได้ว่าการทำบุญนั้นสมกับที่จะว่าเป็นการทำบุญปีใหม่ และเป็นปีใหม่เอี่ยมทีเดียว

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา :  เทศน์วันขึ้นปีใหม่ ปี พ.ศ. 2514

รับฟังได้ที่ http://sound.bia.or.th/catalogue.php?item_code=1725140101010