Recommend Print

ทำจิตให้สะอาดตลอดพรรษา

อ.จ พทธทาส 260v2

พรรษา หมายถึง ฤดูฝน ฤดูฝนหนึ่งก็เรียกว่า พรรษาหนึ่ง มีเรื่องที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ให้สมคล้อยกันกับเรื่องของฤดูฝน มีทางที่จะพิจารณากันเป็น ๒ ทาง คำว่าพรรษาหรือฝนนี้ 

ความหมายในทางวินัยก็มีความหมายว่าจะต้องอยู่ ประพฤติปฏิบัติประจำถิ่น ไม่ท่องเที่ยวไป และประพฤติกระทำให้ดีที่สุดตลอดฤดูฝน

ถ้าจะกล่าวโดยความหมายข้างฝ่ายธรรมมะ ท่านอุปมาฝนนี้ว่าเหมือนกับกิเลสซึ่งซึ่งรั่วรดจิต ถ้าจิตอบรมไว้ไม่ดี กิเลสก็รั่วรดจิต เหมือนกับหลังคาที่มุงไม่ดี ที่มุงไม่ดี ห่าฝนก็รั่วรดบ้าง นั้นจะได้กล่าวให้เนื่องกันไป โดยความหมายทางวินัยเป็นเวลาที่จะทำอะไรให้ดีที่สุด

นี่ท่านทั้งหลายก็ควรจะถือเอาโอกาสนี้ แม้ว่าฆราวาสทั้งหลายก็ถือความหมายอันนี้ได้ด้วยเหมือนกัน สำหรับภิกษุนั้นแน่นอน ถ้าเป็นอย่างพุทธกาลเที่ยวไปไม่มีหยุด ครั้นถึงฤดูฝนก็ต้องหยุดจำพรรษาอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยในบัญญัติไว้ ไม่ให้ท่องเที่ยวไปจึงหยุดอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ให้เดินทางไกล ทีนี้ทำประโยชน์ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น

ที่เป็นประโยชน์ตนก็ฝึกฝนธรรมะวินัย ประพฤติปฏิบัติสมาธิ ภาวนา ให้ดีเป็นพิเศษ ที่เป็นประโยชน์ผู้อื่นก็เทศนาสั่งสอนอบรมหมู่สัตว์ ให้มีความรู้ความเข้าใจในธรรมะเป็นเครื่องกำจัดทุกข์แห่งตน พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆราวาสมีกิจการงานมาก เมื่อมีกิจการงานมากมันก็มีเรื่องที่จะต้องให้เกิดทุกข์หรือเกิดปัญหามาก ถ้าจิตใจไม่มั่นคงมันก็เดือดร้อนและเป็นทุกข์ จึงต้องรู้จักทำจิตใจให้มั่นคง

เข้าพรรษาสำหรับพระและฆราวาส

พระสงฆ์ไม่เดินทางไกลในพรรษา ก็มีโอกาสสั่งสอนประชาชนในถิ่นนั้นๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจในธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้สำเร็จประโยชน์ยิ่งยิ่งขึ้นไป เป็นที่พอใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เดี๋ยวนี้ก็ดูจะมีธรรมเนียมเกิดขึ้นว่าในฤดูพรรษานี้ แม้ที่เป็นฆราวาสก็ตั้งจิตประพฤติธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่งให้ยิ่งๆขึ้นไปกว่าธรรมดา หรือว่าประพฤติอย่างอุกฤษฏ์จนตลอดพรรษาก็เป็นการดี ผู้ใดจะถือเอาการประพฤติปฏิบัติอย่างไรให้เป็นการปฏิบัติให้ในชั้นอุกฤษฏ์อย่างหนึ่งหรือสองอย่าง ก็ตามแต่จะทำได้ จนตลอดพรรษา ก็จะเป็นการดี ได้ชื่อว่าเข้าพรรษาด้วยเหมือนกัน แม้จะเป็นฆราวาสก็ยังสามารถจะจำพรรษาได้ด้วยการกระทำอย่างนี้

หวังว่าฆราวาสทั้งหลายจะได้พิจารณาดูให้เป็นอย่างดี ให้สำเร็จประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นบางคน จะถือว่าไม่สูบบุหรี่จนตลอดพรรษา มันก็เป็นเรื่องที่ดีและไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันต้องการบังคับจิตกันเป็นอย่างมากจึงจะทำให้สำเร็จได้ ขอให้ทุกคนถือเอาเป็นหลักปฏิบัติขัดเกลาตนเองด้วยกันจนทุกคนเถิด นี้เป็นความหมายในทางฝ่ายวินัย

ทีนี้ ความหมายในทางฝ่ายธรรมะนั้นก็ดังที่กล่าวแล้วว่า อุปมาฝนเหมือนกับกิเลส จะรดรั่วรดหลังคาที่มุงไว้ไม่ดี หมายความว่า จิตใจของผู้ใดดำรงไว้ไม่ดี ไม่มีธรรมะคุ้มครอง กิเลสก็จะรด คือเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดแล้วเกิดเล่าอย่างมากมายทีเดียว ถ้าดำรงจิตไว้เป็นอย่างดีก็ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น ข้อนี้ก็ทำได้ด้วยกันทั้งฆราวาสและทั้งบรรพชิต ศึกษาวิธีการอบรมจิตให้เป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้อง แล้วก็ลองปฏิบัติดู เห็นผลขึ้นมาก็ปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป จนได้รับผลในระดับสูงสุดได้

หรือจะกล่าวให้หมดจดสิ้นเชิงก็จะต้องกล่าวว่า รักษาศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ อย่างให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เป็นผู้มีศีลสุดความสามารถที่จะมีได้ เป็นผู้รู้ความมุ่งหมายของศีลว่าได้แก่การควบคุมกายและวาจาให้สะอาดปราศจากโทษโดยประการทั้งปวง ไม่จำเพาะแต่จะแจกเป็นปานา อทินนา กาเม อย่างนี้ก็หามิได้ แต่หมายความว่าจะรักษากายและวาจาให้ปราศจากโทษไม่ว่าจะเป็นชนิดใดๆ ชนิดเล็กชนิดใหญ่ ชนิดสูงชนิดต่ำ

อ.จ พทธทาส 1121

ฝึกจิตช่วงเข้าพรรษา

เมื่อปราศจากโทษเป็นกาย วาจา ที่สะอาด เป็นมนุษย์ที่สะอาดทางกายและวาจา แล้วก็มีสมาธิ คือมีจิตสะอาด ดำรงจิตไว้โดยวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า สมาธิ ซึ่งก็มีความหมายสรุปได้สั้นๆ สั้นๆประโยคเดียวว่า คำเดียวว่า เอกัคตาจิต มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เอกัคตาจิต มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

คำพูดคำนี้ เป็นที่สรุปรวมของสมาธิทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งจะมีอยู่กี่สิบวิธีก็ตามความหมายมันก็เป็นอย่างเดียวกันนั้นคือว่า ทำจิตให้เป็นเอกัคตาจิต

เอ-กะ-คะ แปลว่า มียอดยอดเดียว

เอกะ แปลว่าเดียว

อะคะ แปลว่า ยอด

เอกะคะ แปลว่า มียอดเดียว

เอกัคตา แปลว่าภาวะแห่งความมีจิตยอดเดียว

เอกัคตาจิต ก็คือ จิตที่มีภาวะเป็นยอดยอดเดียว

ข้อนี้ก็คือ ธรรมดาจิตนั้นฟุ้งซ่านไม่มียอดก็ได้ หรือถ้าจะนับเป็นเรื่องๆ มันก็มากเรื่องเป็นหลายยอด  แล้วมันฟุ้งซ่าน ถ้ามันมียอดเดียวมันก็คือมีอารมณ์อย่างเดียว มีการกำหนดอยู่เพียงอย่างเดียว เช่นอาจจะมีธรรมะเป็นอารมณ์ แล้วก็กำหนดเป็นธรรมะไปเสียให้หมด หน้าที่การงานทุกอย่างทุกประการก็กำหนดให้เป็นธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือ ธรรมะ ก็กำหนดธรรมะเป็นอารมณ์ จิตจดจ่ออยู่ที่นั่นเพียงอย่างเดียว ก็เรียกว่ามีอารมณ์เดียว เมื่อทำได้สำเร็จก็เรียกว่ามียอดยอดเดียว

หรือใครจะกำหนดอย่างอื่นก็ได้ แต่มันเป็นเรื่องเดียวจดจำอยู่ในจิตทุกอิริยาบถ ทุกเวลา ทุกสถานที่ นี้มันก็เกิดเป็นจิตที่พิเศษขึ้นมา คือเป็นจิตที่มีความบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสรบกวน เป็นจิตที่ตั้งมั่นเข้มแข็งแน่วแน่ รวมกำลังเป็นอันเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ว่องไว เป็นจิต เป็นสิ่ง กลายเป็นจิตที่ว่องไว คล่องแคล่ว ควรแก่การงานทางจิต นี่ถ้าหากว่าทำสำเร็จเป็นเอกัคตาจิต มันก็มีลักษณะเป็นจิตบริสุทธิ์ เป็นจิตตั้งมั่น เป็นจิตคล่องแคล่วว่องไวต่อหน้าที่ของจิต

เอกัคตาจิตเช่นนี้ มุ่งหมายให้นิพพานเป็นอารมณ์เป็นเบื้องหน้า และก็เป็นเบื้องหน้าในอนาคต เป็นเบื้องหน้าอยู่ตลอดเวลา เอกัคตาจิตมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ทั้งเดี๋ยวนี้และทั้งต่อไป ทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าทำสมาธิสำเร็จ โดยความหมายอันหมดสิ้นครบถ้วนของคำว่า สมาธิ ต่อจากทำศีล คือมีความสะอาดทางกาย ทางวาจา มาแล้ว ก็ทำจิตให้มีความสะอาดอย่างนี้อีก

ทีนี้ก็ยังเหลืออยู่แต่ปัญญา ปัญญาแปลว่าความรอบรู้ รู้ครบถ้วนที่ควรจะรู้ ครบถ้วนก็คือครบถ้วน สำหรับการที่จะดับทุกข์ได้ ถ้าสำหรับเรื่องที่จะดับทุกข์ได้แล้วเป็นรู้หมดก็เรียกว่ารู้ครบถ้วน ตรงตามความหมายของคำว่า ปัญญา ปัญญา ปะ แปลว่า ครบถ้วน ญา แปลว่า รู้ ปะญา หรือ ปัญญา ก็แปลว่า รู้อย่างครบถ้วนในเรื่องที่เกี่ยวกับการดับทุกข์ 

นี้ก็เป็นผู้รู้อยู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าความทุกข์เป็นอย่างไร เหตุที่เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับแห่งทุกข์เป็นอย่างไร ทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์เป็นอย่างไร จึงเราเรียกกันว่า อริยสัจ ๔ หากท่านรู้ว่า ความทุกข์เป็นอย่างไรก็ย่อมจะรู้เหตุของความทุกข์ ตัวมีความทุกข์เดือดร้อนวิ่งเร่าๆเผารนอยู่ในจิตใจเป็นความทุกข์ แล้วก็ใคร่ครวญดูให้ดีจนพบว่า อ้าว...มันมีเหตุมาจากการยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ตามที่ต้องการบ้าง หรือได้ที่ต้องการเอาหลงรักหลงดีอยู่บ้าง มันเป็นความทุกข์ที่เผาลนจิตใจ เพราะเหตุว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่ากิเลสคือความอยาก และความยึดมั่นถือมั่น ตัณหา ความอยากคือตัณหา มันอยากในสิ่งที่พอใจ มีความรู้สึกอยากในใจ แล้วก็มีความรู้สึกจะเป็นตัวกูผู้อยาก ความรู้สึกว่าตัวกูผู้อยากเพิ่งเกิดต่อเมื่อมีความอยากเกิดขึ้นเสียก่อน

เรื่องทางจิตใจมันเป็นอย่างนี้ ความอยากเกิดก่อนผู้อยาก พอเกิดความรู้สึกอยากแล้วจึงเกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนผู้อยาก ทางจิตใจเรื่องมันเป็นอย่างนี้ ซึ่งก็แปลกอยู่ว่าความอยากเกิดขึ้นก่อนตัวผู้อยาก ก็เป็นเรื่องที่ควรจะสังเกตให้เข้าใจไว้ แล้วก็ดูจนรู้ว่าถ้าไม่มีความอยากมันก็ไม่มีความทุกข์ เพราะเมื่อไม่มีความอยากก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ไม่ยึดมั่นในสิ่งใดเป็นความว่างแล้วมันก็ไม่เป็นทุกข์

พุทธทาสภิกขุ

พระธรรมเทศนาวันเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ฟังทั้งหมดได้ที่ http://sound.bia.or.th/catalogue.php?item_code=1525280801010