Recommend Print

พุทธทาส - อัจฉริยะทางศาสนา

.จ_พทธทาส__66.JPG

การที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องท่านอาจารย์พุทธทาสว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกย้ำเตือนถึงความจริงของบทกลอนของท่านพุทธทาสที่ว่า “พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย” ผลงานของท่านนอกจากจะไม่ตายไปจากความทรงจำของชาวพุทธแล้ว ยูเนสโกยังประกาศยกย่องท่านพุทธทาสไปทั่วโลก เราอาจตั้งคำถามว่า ทำไมท่านพุทธทาสจึงได้รับยกย่องจากยูเนสโก เขามองท่านพุทธทาสอย่างไร ใครที่อยากจะได้รับการยกย่องในเวลาร้อยปีชาตกาลของตนแบบท่านพุทธทาสก็อาจจะจับประเด็นได้และทำผลงานให้ตรงจุด บางคนอาจได้คิดว่า เมื่อยูเนสโกยังยกย่องท่านพุทธทาส ทำไมเราจึงไม่ศึกษางานของท่านบ้าง เรากลายเป็นพวกใกล้เกลือกินด่างหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะหันมาศึกษางานของท่านพุทธทาส ให้มากขึ้น

ท่านพุทธทาสเป็นพระนักเผยแผ่ที่มีผลงานมากที่สุด ในบรรดาพระนักเผยแผ่ในเมืองไทย ท่านพุทธทาสผลิตหนังสือมากที่สุดในบรรดาพระนักเผยแผ่ในเมืองไทย หนังสือชุดธรรมโฆษณ์ของท่านพุทธทาสเป็นหลักฐานในเรื่องนี้ เฉพาะคำบรรยายของท่านพุทธทาสที่เก็บบันทึกเสียงเอาไว้ยังไม่ได้ถอดเป็นหนังสือยังมีมหาศาล

ท่านพุทธทาสมีคำสอนกว้างไพศาลได้รับการยกย่องทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ในเมืองไทยได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ชาวอเมริกันชื่อสแวเรอร์ได้ยกย่องท่านพุทธทาสเป็นอัจฉริยะทางศาสนา (Religious Genius) นักการศึกษาทางศาสนายกให้ท่านเป็นอัจฉริยะ ชาวต่างประเทศมาแปลผลงานของท่านเป็นภาษาต่างประเทศมากมาย...

ผลงานของท่านที่หลากหลายมาก ท่านพุทธทาสศึกษาศาสตร์สาขาต่าง ๆ ท่านเรียนรู้พระพุทธศาสนานิกายเซ็นแล้วก็นำเอามาเทียบกับพุทธศาสนาฝ่ายของเรา ท่านยังรู้เรื่องศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้งอีกด้วย เคยปาฐกถาเปรียบเทียบพระพุทธศาสนากับศาสนาคริสต์ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะทางศาสนา เวลาที่ยูเนสโกจะยกย่องใครเป็นบุคคลสำคัญ เขายกย่องทั้งตัวบุคคลและผลงาน ว่าบุคคลนี้เป็นผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ International Understanding ตรงนี้แหละคือประเด็นที่ยูเนสโกใช้เป็นกรอบในการยกย่องบุคคลสำคัญ

ท่านพุทธทาสมีผลงานที่เข้ากันได้กับมาตรฐานที่ยูเนสโกกำหนดไว้ คือท่านมีผลงานดีเด่นในมิติทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมมีสองอย่าง ได้แก่วัฒนธรรมทางวัตถุกับวัฒนธรรมทางจิตใจ ท่านพุทธทาสส่งเสริมวัฒนธรรมทางจิตใจและก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระดับโลก ที่สำคัญก็คือ เป็นไปเพื่อสันติภาพโลก นี่คือมาตรฐานที่สหประชาชาติตั้งไว้ ในคำประกาศยกย่องที่ยูเนสโกยกย่องใครให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า worldwide significance แปลว่า มีความสำคัญระดับโลก และมีอีกคำหนึ่งว่า Eminent personality แปลว่าเป็นบุคคลที่โดดเด่น

อ.จ พทธทาส 264

ยูเนสโกพูดถึงท่านพุทธทาสต่อไปอีกว่า ท่านได้เดินทางออกจากวัดในกรุงเทพฯ ไปค้นหาวิธีบูรณาการพุทธธรรมเข้ากับโลกปัจจุบัน โดยที่ไม่ทิ้งคำสอนที่เป็นแก่นแท้ดั้งเดิมในพระพุทธศาสนา นักเทศน์โดยทั่วไปที่ประยุกต์คำสอนเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้ดีมักไม่ใส่ใจพุทธธรรมดั้งเดิม ส่วนผู้ที่ศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้งก็มักพูดประยุกต์ธรรมไม่เป็น

ท่านพุทธทาสกลับสู่รากเหง้าแห่งพุทธธรรมในพระไตรปิฎก ศึกษาเรื่องอริยสัจสี่ เรื่องนิพพานและจิตว่าง นี่คือแก่นพุทธศาสน์แล้วนำเรื่องเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อแก้ปัญหาชีวิตและปัญหาสังคม นี่คือจุดเด่นในการเผยแผ่ของท่านพุทธทาส

นักเผยแผ่ธรรมบางท่านพูดเรื่องธรรมได้ลึกซึ้งแต่ไม่สามารถจะทำให้ชาวบ้านเข้าใจและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นักเผยแผ่ธรรมบางท่านพูดประยุกต์ได้สนุกสนาน แต่ธรรมไม่ลึกซึ้ง ท่านพุทธทาสให้ทั้งธรรมที่ลึกซึ้งและการบูรณาการเข้ากับชีวิตปัจจุบัน

ในการศึกษาผลงานด้านการเผยแผ่ธรรมของท่านพุทธทาส เราต้องพยายามศึกษาวิธีการของท่านพุทธทาสว่าท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไร เพื่อตอบคำถามว่าท่านพุทธทาสทำได้อย่างไรในเรื่องที่ดังกล่าว เราจะฉายหนังย้อนกลับไปตอนเริ่มต้นชีวิตของท่าน ตอนนี้เราได้ดูหนังตอนจบไปแล้วคือตอนที่ท่านพุทธทาสได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ต่อไปนี้ เราจะย้อนกลับไปดูชีวิตของท่านตั้งแต่เริ่มแรกเลยทีเดียว

ท่านพุทธทาสเดิมชื่อเงื่อม เกิดที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ท่านเรียนจบแค่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ก็มีพื้นความรู้ภาษาอังกฤษพอที่จะใช้ศึกษาค้นคว้าต่อไปได้ ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ฉายาว่า อินฺทปญฺโญ จบนักธรรมชั้นเอกจากจังหวัดนั้นแล้วย้ายเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ โดยพำนักอยู่ที่วัดปทุมคงคา จนสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค เป็นพระมหาเงื่อม ได้นักธรรมชั้นเอก ความรู้บาลีนักธรรมของท่านมีแค่นี้ แต่ที่ท่านได้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเพราะท่านมีการศึกษาตลอดชีวิตวิธีการศึกษาตลอดชีวิตของท่าน ท่านทำอย่างไร ท่านเดินทางกลับบ้านเกิดแล้วตั้งสวนโมกขพลารามขึ้นเพื่อเป็นสถานศึกษาและปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง นี่คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาตลอดชีวิต ท่านเลือกสถานที่ปฏิบัติธรรมที่บ้านเดิม มีโยมมารดาและน้องชายชื่อธรรมทาส พาณิชเป็นผู้อุปถัมภ์ท่านเดินทางกลับจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ.๒๔๗๕ ในเดือนเมษายน พอถึงเดือนมิถุนายปีนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ท่านตัดสินใจออกจากกรุงเทพฯกลับบ้านเกิด ท่านบันทึกไว้ว่า

“เราเดินตามโลกตั้งแต่นาทีที่เกิดมา 
จนถึงนาทีที่มีความรู้สึกนี้ 
ต่อนี้ไปเราจะไม่เดินตามโลก 
และลาโลกไปค้นหาสิ่งที่บริสุทธิ์ 
ตามรอยพระอริยะที่ค้นแล้วจนพบ”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านพุทธทาสไปอยู่ป่ารูปเดียวโดยไม่มีอาจารย์พี่เลี้ยง ข้อนี้อันตรายเหมือนกันเพราะเมื่อไปอยู่รูปเดียวแล้วไม่มีใครคอยแนะนำ ท่านอาจคิดแผลงออกนอกทางก็ได้ เพื่อป้องกันปัญหานี้ ท่านพุทธทาสจำเป็นต้องยึดพระไตรปิฎกเป็นครู ท่านขนพระไตรปิฎกบาลีไปด้วย สมัยนั้นยังไม่มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาไทยมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๘ จากนั้น ท่านพุทธทาสก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านและแปลพระไตรปิฎกทั้งที่เป็นมหาเปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น

ท่านพุทธทาสมีความรู้ชั้นประโยค ๓ แต่ได้ใช้ความรู้ภาษาบาลีขั้นพื้นฐานศึกษาพระไตรปิฎกต่อไป ข้อนี้ทำให้ท่านแตกต่างจากพระสงฆ์ไทยรูปอื่นที่ส่วนมากพอเรียนจบประโยค ๓ แล้วก็ศึกษาอรรถกถาคือหนังสืออธิบายพระไตรปิฎกต่อไปจนจบชั้นสูงสุดคือประโยค ๙ โดยไม่เคยอ่านพระไตปิฎก ถ้าระบบการศึกษาบาลีของพระสงฆ์ไทยบังคับให้ผู้เรียนศึกษาพระไตรปิฎกไปด้วย ผู้เรียนก็จะพยายามทำความเข้าใจธรรมในพระไตรปิฎกพร้อมกับเรียนภาษาบาลี และเมื่อจบการศึกษาออกมาก็จะแตกฉานในธรรมและมีความรู้แบบบูรณาการครบวงจรคือรู้ทั้งภาษาบาลีและธรรมที่ได้จากพระไตรปิฎกและอรรถกถา

เมื่ออยู่สวนโมกข์ ท่านพุทธทาสไม่เพียงแต่ศึกษาพระไตรปิฎกด้วยตนเอง หากแต่ยังพยามแปลพระไตรปิฎกบาลีออกมาเป็นภาษาไทยเพื่อให้คนอื่นได้ศึกษาอีกด้วย ช่วงเริ่มแรกท่านเลือกแปลตอนที่ท่านเองต้องการใช้สอนตนเองเพื่อตามรอยพระอริยะ

เมื่อท่านพุทธทาสกลับถึงบ้านเกิดในปี ๒๔๗๕ ท่านออกเสาะหาสถานที่ซึ่งคิดว่ามีความวิเวกและเหมาะสมจะเป็นสถานที่เพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมตามรอยพระอรหันต์ ท่านพบวัดร้างเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ไร่ ชื่อตระพังจิก เป็นป่ารก มีสระน้ำใหญ่ จากนั้น คณะผู้อุปถัมภ์ก็จัดทำเพิงที่พักอยู่หลังพระพุทธรูปเก่าในวัดร้างนั้น แล้วท่านพุทธทาสก็เข้าอยู่อาศัยในวัดร้างตระพังจิก เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๕ วันนั้นตรงกับวันวิสาขบูชา

1175big_copy.jpg

เมื่อเข้าไปอยู่วัดร้างตระพังจิกได้ไม่นาน ท่านพุทธทาสเห็นว่า บริเวณใกล้ที่พักนั้น มีต้นโมกและต้นพลาขึ้นอยู่โดยทั่วไปจึงคิดนำคำทั้งสองมาต่อกันจนเกิดคำว่า "สวนโมกขพลาราม" อันหมายถึง "สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์" นอกจากจะตั้งชื่อใหม่ให้กับสถานที่พักแล้ว ท่านยังตั้งชื่อใหม่ให้กับตนเองอีกด้วย ท่านเรียกตัวเองว่า พุทธทาส แปลว่า ผู้รับใช้พระพุทธเจ้าอย่างถวายชีวิตในฐานะที่เป็นหนี้ในพระมหากรุณาธิคุณและเพราะความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า ท่านได้คำนี้จากบทสวดทำวัตรเย็นว่า

“พุทธัสสาหัสมิ ทาโส ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พุทโธ เม สามิกิสสะโร พระพุทธเจ้าเป็นนายผู้ยิ่งใหญ่เหนือข้าพเจ้า”

ท่านมอบตัวเป็นพุทธทาสเพื่อรับใช้ในการเผยแผ่ธรรมเสมือนหนึ่งเป็นกระบอกเสียงให้พระพุทธเจ้า นักเผยแผ่ธรรมที่ดีต้องมีอุดมการณ์อย่างนี้ เมื่อการเตรียมการเสร็จสิ้นแล้ว ท่านพุทธทาสก็เริ่มงานศึกษาและปฏิบัติธรรม

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)