Recommend Print

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กับ ๑๐ ปีสวนโมกข์

20180921 07

Q: ตลอด ๑๐ ปีนี้ อาจารย์คิดว่าสวนโมกข์กรุงเทพเป็นไปตามความคาดหวังในการก่อตั้งขึ้นมาไหม

A: ที่จริงผมอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นะ คนอาจจะคิดว่าผมเข้าใจดี ตอนจะสร้างหอจดหมายเหตุฯ นี่ ตอนแรกๆ ก็จะเข้าใจว่าก็เป็นที่รวบรวมเอกสาร สิ่งของอะไรของท่าน ไม่ให้สูญหาย ไม่ให้มันเสื่อมไป

พอมาร่วมกันคิดก็จะมีคนที่มีหลักวิชาเกี่ยวกับเรื่องการทำหอจดหมายเหตุมาช่วยแนะ ตอนนั้นท่านองคมนตรีเกษม ก็เชิญคุณหมอผู้หญิงมาช่วยแนะนำ แล้วก็มีทีมที่เคยทำหอจดหมายเหตุที่อื่น ผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วนะว่าใครบ้าง แต่ก็ได้เห็นว่ามันก็ได้มีการเรียนรู้เรื่องการทำหอจดหมายเหตุ แล้วก็ได้ทำอย่างเป็นวิชาการ แล้วก็จุดของเราที่เด่นขึ้นมาก็คือว่าได้ใช้ดิจิทัลเป็นตัวช่วยในการเก็บ แล้วก็ในการที่จะให้คนเข้าถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก

สิ่งที่คิดว่าอาจจะเหนือความคาดหมาย แต่ว่าตอนทำก็มีการพูดกัน ก็คือพวกอย่างนี้ (ชี้ไปทางนิทรรศการ) หมายความว่ามันไม่ได้เป็นแค่หอจดหมายเหตุแบบที่ว่ารอรับให้คนเข้ามาใช้ มันมีกิจกรรมที่เป็นเชิงรุกออกไปสู่สังคม โดยเฉพาะงานเช่นว่า งานวัดลอยฟ้า อะไรต่ออะไรอย่างนี้นะครับ มีกิจกรรมที่ทำโดยที่จะมีหน่วยงานที่เขามาสนับสนุนเราให้ทำ ส่วนหนึ่งก็ทำให้เรื่องของเชิงธรรมะมันเข้าไปสู่คนจำนวนมาก ก็ผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ มิติใหม่ของหอจดหมายเหตุพุทธทาส เนื่องจากว่ามีการจัดการ มีคนจัดการ มีทีมทำงาน แล้วก็มีเครือข่าย รู้สึกว่าเครือข่ายนี่มีเยอะ เขาพร้อมที่จะสนับสนุนแต่ว่ามันไม่ค่อยมีคนทำ และคนทำที่มีคุณภาพก็ไม่มี ฉะนั้นที่นี่ก็ได้รับความเชื่อถือว่าคนทำมีคุณภาพ ก็ดีนะ จนกระว่างานนั้นก็เรียกว่าฮือฮาหวือหวา จนบางครั้งกรรมการก็ต้องเตือนว่ากลับมาที่หอจดหมายเหตุหน่อย นั่นคืองานหลัก งานที่ตั้งขึ้นมาจริง

งานวัดลอยฟ้า มหกรรมลานโพธิ์

(ภาพ mThai)

Q: จากนี้ไปอาจารย์มีคำแนะนำที่อยากให้หอจดหมายเหตุพุทธทาส หรือ สวนโมกข์กรุงเทพ ทำเพิ่มเติมไหมคะ

A: เมื่อสักครู่ผมก็บอกหมอบัญชานะครับว่าในความเห็นผม สิ่งที่ทางหอจดหมายเหตุฯ น่าจะพิจารณาทำในสายตาผมมี ๒ เรื่อง

เรื่องที่หนึ่งก็อาจจะพื้นๆ ก็คือเรื่องของการเอาหลักการหรือธรรมะที่เป็นตัวแก่นหรือเป็นแกนหลัก เป็นตัว principal ออกมาสู่ practice ออกมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติในชีวิตคน ทีนี้ชีวิตคนนี่ ตัวบริบทจะไม่เหมือนกัน ชีวิตคนแบบหนึ่งก็จะดำรงอยู่แบบหนึ่ง การที่จะเอาธรรมะมาใช้นี่มันก็จะต้องปรับหรือว่าตีความให้เข้ากับแต่ละบริบทซึ่งไม่เหมือนกัน

ตรงนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมา ๒๖๐๐ ปีนี่ มันมีการตีความทำนองนี้อยู่รึเปล่า เพราะว่าในการตีความก็จะมีส่วนที่ไม่ใช่แกน เป็นส่วนขยาย แล้วก็มีบริบทของมันขยายออกมา ซึ่งหมายความว่ามันมีส่วนที่ทำให้เกิด impurity เป็นส่วนที่ไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าไหร่ หรือถ้ามองจากบางมุมก็ไม่ค่อยจริงเท่าไหร่ ซึ่งเราก็จะเห็นอยู่ในสิ่งที่ท่านพุทธทาสก็พยายามเคลียร์ออก แต่ว่าผมเองมองว่าการที่มีวิธีการที่จะทำให้มีการคุยกันเรื่องธรรมะในเชิงปฏิบัติที่เป็นเรื่องของชีวิตประจำวันเป็นเรื่องน่าพิจารณา ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันของคนที่มีในหลายบริบทด้วย

แล้วในบางกรณีก็อาจจะเป็นการที่จะใช้ช่วยในกรณีที่มีวิกฤติชีวิต ซึ่งอันนี้เราจะเห็นเยอะนะครับ มีคนเยอะเลยที่เข้ามา ในที่สุดก็มาพบ คล้ายกับว่าเจอดวงแก้วที่ช่วยทำให้ประคองชีวิตเขาได้ แล้วก็ทำให้เป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่าหลงใหลธรรมะ คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของทางภาคปฏิบัติ มุมของภาคปฏิบัติ แล้วก็เอามาแชร์กัน มันก็จะเป็นธรรมะจากมุมของคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งในยุคไอทีมันทำได้ง่าย แต่ก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดธรรมะแบบที่ไม่ค่อยบริสุทธิ์เยอะ อันนี้ก็เป็นประเด็นนึง

Neuroscientists Have a Lot to Learn From Buddhists

(ภาพ https://www.buzzworthy.com/what-neuroscience-can-learn-from-buddhism/)

ประเด็นที่สองนี่เป็นคนละขั้วเลย เมื่อสักครู่นี่เป็นมุมที่มาสู่ชีวิตจริง เป็นเรื่องธรรมดาๆ ของคนธรรมดา ซึ่งอาจจะคิดไม่ลึกเพียงแต่ว่ามันโยงเข้ากับสภาพชีวิตเขา ทีนี้อีกเรื่องหนึ่ง อีกด้านหนึ่งที่คิดว่าน่าจะพิจารณาก็คือการโยงเรื่องของธรรมะเข้ากับศาสตร์ทางด้านสมอง แล้วก็ศาสตร์ทางด้านการเรียนรู้ ซึ่งมันจะโยงกัน คือเป็น neuroscience แล้วก็ cognitive science, learning science สองอันนี้มันจะไม่เหมือนกัน แต่ว่ามันเหลื่อมกันเยอะ

ประเด็นก็คือว่า ในความเข้าใจของผม อย่าลืมนะว่าผมไม่ใช่คนธรรมะธรรมโมนะ คนมักจะเข้าใจเสมอว่า ผมนี่ เนื่องจากว่าอยู่ในตระกูลท่านพุทธทาสเลยคิดว่าผมเป็นคนธรรมะธรรมโม พ่อผมก็ไม่ธรรมะธรรมโมนะ ผมก็ไม่ธรรมะธรรมโม แต่พูดอย่างนี้ก็อาจจะผิดนะ เพราะว่าถ้ามองจากบางมุมเรานี่เป็นคนธรรมะธรรมโมมาก ก็คือว่าในชีวิตเรานี่จะมีข้อห้ามประจำใจหลายอย่าง หรือว่าข้อปฏิบัติประจำใจหลายอย่าง แต่ว่ามันไม่โยงเข้าไปหาศีล ๕ ศีล ๘ หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าภาษาฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น integrity อะไรทำนองนี้นะครับ

ย้อนกลับมาที่เรื่อง neuroscience กับ cognitive science ผมเข้าใจว่าเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของมิติหนึ่งของชีวิต แล้วก็เป็นมิติที่ทำให้ชีวิตมีคุณภาพ มีสุขภาวะ ก็อาจจะเรียกว่าเป็นมิติทางจิตวิญญาณ มิติทางจิตวิญญาณนี้ สมัยนี้อธิบายด้วย cognitive science แล้วก็ neuroscience ได้เยอะ มีคำอธิบายหลายเรื่องเลยที่โยงเข้าสู่มิติทางด้านจิตใจ การที่เข้าใจคนอื่น เข้าใจตัวเอง เข้าใจลึกๆ การที่มี inspiration ที่จะเสียสละทำประโยชน์ให้แก่คนอื่น ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ซึ่งดูเสมือนว่ามันก็อยู่ในธรรมะ อาจจะไม่ใช่ธรรมะชั้นสูง แต่มันก็อยู่ในธรรมะ แล้วก็ตรงนี้มันมีคำอธิบายว่ามิติเรื่องแบบนี้ เรื่องที่เป็นเชิงธรรมะนี่ มันเป็นคุณสมบัติอันนึงของความเป็นมนุษย์ มันมีอยู่ในนั้น อยู่ในความเป็นมนุษย์

แล้วก็ในเรื่องสมองก็จะมีว่าสมองมนุษย์เกิดมามันคล้ายว่ามี potential มีหน่ออ่อนของการที่จะไปในทางดีก็ได้ หรือไปในทางชั่วก็ได้ แล้วการที่ฝึกฝน อันนี้จะโยงเข้ากับ learning science หรือ cognitive science การที่มีการปฏิบัติ ทำอะไรบางอย่าง ทำกิจกรรมบางเรื่อง แล้วมีการใคร่ครวญสะท้อนคิด ภาษาอังกฤษเรียกว่า reflection แล้วก็มีคนมาตั้งคำถามให้ฉุกคิด ให้คิดในมิติบางมิติที่ลึก มันสร้างสมองหรือจิตใจที่ใฝ่ดี ที่ไปในทางที่เป็นกุศลได้ แล้วมันจะทำให้สมองส่วนนี้ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมกำกับอะไรทั้งหลาย มันกำกับความชั่วแล่น หุนหันพลันแล่น ที่อยู่ข้างหลังนี่ (จับด้านหลังศีรษะ) ให้เวลาที่มันฟึบขึ้นมาให้ทำอะไรนี่ มันจะทำไปในทางที่ดี ไม่ทำไปในทางที่ชั่วแล่นไปในทางเสียหายหรือทางลบ

พวกนี้นี่ผมคิดว่าคนสมัยโบราณเขาจะอธิบายกลไกทางจิตไปทางปฏิจจสมุปบาทอะไรพวกนี้ แต่ว่าใน neuroscience และ cognitive science มันอธิบายได้อีกแบบหนึ่ง คำถามก็คือว่าสำหรับคนสมัยใหม่ถ้ามีคำอธิบายที่ค่อนมาทางเชิงวิทยาศาสตร์ มันจะช่วยได้แค่ไหน