Recommend Print

พระมานพ มานิโต มองสวนโมกข์กรุงเทพเป็นที่ว่าง

ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า "คนที่จิตมันโมกข์ คือ จิตมันเกลี้ยง คนมีจิตเกลี้ยงอยู่ตรงไหน ที่ตรงนั้นเป็นสวนโมกข์" พระมานพ มานิโต สวนโมกขพลาราม มองสวนโมกข์กรุงเทพเป็นพื้นที่ว่างเพื่อรองรับผู้คนหลากหลายให้มาสัมผัสความว่างจากความทุกข์

116436989 3132827550097981 7409794659678712918 o

 

Q: สวนโมกข์กรุงเทพ ในความคิดของพระอาจารย์เป็นอย่างไร

สวนโมกข์แปลว่าเกลี้ยง พอถามว่าถ้านึกถึงสวนโมกข์กรุงเทพนึกถึงอะไร อาตมานึกถึงความว่าง ความไม่มีอะไร มาเห็นก็จริง มันเห็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะมันว่าง เราเลยมีอะไรเยอะแยะมากมายที่จะทำที่นี่ได้ เพราะมันมีพื้นที่ว่างอยู่ ตัวคำมันก็ว่างแล้ว แล้วโดยความหมาย ด้วยพื้นที่ สถานที่ ก็ว่างรอรับให้คน ให้องค์กร ให้ศาสนา นิกายใดๆ ก็ตาม มาใช้ประโยชน์ที่นี่ได้ อาตมาว่าถ้านึกถึงสวนโมกข์กรุงเทพ ก็คงนึกถึงพื้นที่ว่าง

Q: พระอาจารย์คิดว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมาในความรู้สึกของพระอาจารย์ ที่นี่ได้ตอบโจทย์ถึงคำว่าความว่างได้ไหมครับ

น่าอนุโมทนามากเลยว่า ตลอดระยะเวลาที่รับรู้ รับทราบ ที่เห็นมา ที่สวนโมกข์กรุงเทพได้เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ นี่ มันได้เป็นพื้นที่ที่ว่างจริงๆ ให้คนได้มาใช้ประโยชน์ ได้มารับประโยชน์จากที่นี่ สวนโมกข์กรุงเทพถือว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะที่เกี่ยวเนื่องกับสวนโมกข์ไชยาได้อย่างเต็มที่ คนหลายคนได้ประโยชน์จากที่นี่มาก ได้ประโยชน์จากธรรมะ ได้มาศึกษาที่นี่ ได้มีพื้นที่ให้ปฏิบัติที่นี่ ได้ทำตามปณิธานของท่านอาจารย์พุทธทาส

จะเรียกได้ว่าสวนโมกข์กรุงเทพพูดได้เต็มปาก ณ วันนี้นะว่า “สวนโมกข์ทุกที่ พุทธทาสทุกคน”

สวนโมกข์กรุงเทพก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าที่ไหนก็เป็นสวนโมกข์ได้ สวนโมกข์กรุงเทพก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานภาพไหน จะเป็นพระ จะเป็นเณร จะเป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็สามารถมีความเป็นพุทธทาสได้

พุทธทาส นี่ไม่ได้หมายถึงท่านอาจารย์พุทธทาส แต่หมายถึงคนที่ตรงต่อธรรม ที่น้อมเอาธรรมเข้ามาอยู่ในชีวิต ที่ซื่อสัตย์ต่อธรรม พูดง่ายๆ ก็คือคนที่มีธรรมะอยู่ในหัวใจ เมื่อมีธรรมะอยู่ในหัวใจก็ขึ้นชื่อว่าอยู่ที่ไหนเราก็ตรงต่อธรรมได้ อยู่ที่ไหนเราก็พบกับความว่างจากความทุกข์ร้อนใจได้ อาตมาเห็นว่าสวนโมกข์กรุงเทพตอบโจทย์ตรงนี้มากเลย นั่นคือ ทำให้คนในกรุง คนที่สนใจ มีความเป็นพุทธทาสได้ ถึงสวนโมกข์ได้ทุกที่

116708696 3132828073431262 993753565145750381 o

Q: พระอาจารย์หวังจะเห็นสวนโมกข์กรุงเทพในวันข้างหน้าพัฒนาไปในทางไหน

อาตมานึกถึงปณิธาน ๓ ประการของท่านอาจารย์พุทธทาส ว่า หนึ่ง ให้เราทุกคนเข้าถึงหัวใจศาสนาของตน สอง ให้เราทุกคนทำความเข้าใจระหว่างศาสนา สาม ให้เราทุกคนถอนตัวออกมาจากอำนาจของวัตถุนิยม

ถ้าใครครวญดูดีๆ สวนโมกข์ไชยาเองก็อาจจะยังไม่ได้มีศักยภาพมากพอที่จะไปถึง ทำปณิธานของท่านอาจารย์พุทธทาส หลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วนะ คงไม่ได้ครบทั้งสามประการนี้ เท่าที่เห็น สวนโมกข์กรุงเทพนี่แหละ เป็นโอกาสเป็นพื้นที่ที่จะสืบต่องานปณิธานของท่านอาจารย์ได้ นั่นคือทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ทำความเข้าใจให้เห็นเป้าหมายเดียวกัน

ตอนนี้เราทุกคนก็อยู่ในท่ามกลางความขัดแย้งนะ แค่ความคิดเห็นต่างกัน แค่ทิฐิต่างกันก็เกิดความขัดแย้งกันแล้ว เกิดความขัดแย้งที่ไหน ก็เกิดความคับแค้นใจ เกิดความทุกใจขึ้นที่นั่น ทุกมิติ ในครอบครัว สังคม หรือทางศาสนา

อาจจะเป็นพื้นที่นึงที่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทำให้สังคมได้เห็นว่าธรรมะเรานี่แหละ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละ จะทำให้คนไม่ว่าจะศาสนาไหน หรือลัทธิความเชื่อไหน สังคมไหนๆ ครอบครัวใครก็ตามที่ขัดแย้งให้เห็นตรงกันได้ นั่นคือความรัก

ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า ความรักคือหัวใจของทุกศาสนา แล้วก็จริงอย่างที่ว่า ทุกศาสนาก็เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาทั้งนั้นแหละ อาตมาว่าน่าสนใจว่าถ้าเรามีพื้นที่แบบนี้ แล้วให้มาแชร์กัน มาแบ่งปันกันจริงๆ เลยว่า เป้าหมาย มรรควิธีในการมาสู่ความรักนั้น ไปสู่ความสุขสงบเย็นนั้นเป็นอย่างไร แล้วเคารพซึ่งกันและกัน

อาตมาว่าจะเป็นพื้นที่ที่วิเศษมาก เพราะว่าในความเป็นจริงเราก็ต้องยอมรับแหละว่าเราคงไม่สามารถจะไปจัดเวทีแบบนี้ได้วัด ในโบสถ์ ในมัสยิด ในโบสถ์คริสต์ ก็คงยาก แต่ถ้ามีสวนโมกข์กรุงเทพที่เป็นพื้นที่แบบนี้ ทำตามงานที่ท่านอาจารย์พุทธทาสวางไว้ สืบสานปณิธานข้อนี้ของท่าน อาตมาว่าจะครบแล้วก็สมค่ากับการที่เราจะมีสวนโมกข์อยู่ที่กรุงเทพฯ เจริญพร.

#๑๐ปีสวนโมกข์กรุงเทพ