Recommend Print

๙ บทสวดมนต์ภาวนาข้ามปีพุทธศักราช ๒๕๖๑

 

๙ บทสวดมนต์ภาวนาข้ามปี

พุทธศักราช ๒๕๖๑

“ปีใหม่ชีวิตใหม่…พวกเราคือกำลังของแผ่นดิน”

เตรียมกายใจด้วยศีลและธรรม

(ท่านสามารถอ่านบทสวดมนต์ได้จากด้านล่าง หรือ download คลิกที่นี่)

คำบูชาพระรัตนตรัย

(ก่อนอาราธนาศีล)

อะระหัง, สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,

พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส เครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย, ได้ตรัสรู้ถูกถ้วนดีแล้ว;

อิเมหิ สักกาเรหิ, ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ.

ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้.

(กราบ)

ส๎วากขาโต, ภะคะวะตา ธัมโม,

พระธรรมคือศาสนา, อันพระผู้มีพระภาคเจ้า, แสดงไว้ดีแล้ว;

อิเมหิ สักกาเรหิ, ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ.

ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่งพระธรรมเจ้านั้น, ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้.

(กราบ)

สุปะฏิปันโน, ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

หมู่พระสงฆ์ผู้เชื่อฟัง, ของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว;

อิเมหิ สักกาเรหิ, ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ.

ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่งหมู่พระสงฆเจ้านั้น, ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้.

(กราบ)

คำกล่าวไตรสรณคมน์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ)

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ,

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ,

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ,

ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นที่พึ่งที่ระลึก,

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ,

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ,

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ,

แม้ครั้งที่สอง, ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นที่พึ่งที่ระลึก,

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ,

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ,

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ,

แม้ครั้งที่สาม, ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นที่พึ่งที่ระลึก,

คำสมาทาน ศีล ๕

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,

อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,

กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.

สังเวคปริกิตตนปาฐะ

[(นำ) หันทะ มะยัง สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัง ภะณามะ เส.]

(สำหรับอุบาสก อุบาสิกาสวด)

----------------------

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,

เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ ;

ธัมมัญจะ สังฆัญจะ,

ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย ;

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,

จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง,

สา สา โน ปะฏิปัตติ,

ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย ;

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.

บทสวดมนต์ส่งท้ายปี ๒๕๖๐

เพื่อความตั้งมั่นในเป้าหมายและทบทวนชีวิต

๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสุตตปาฐะ

[(นำ) หันทะ มะยัง ธัมมะจักกัปปะวัตตนะสุตตะปาฐัง ภะณามะ เส.]

ขอเชิญเราทั้งหลาย จงกล่าวธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเถิด

---------------------

เท๎วเม* ภิกขะเว อันตา,(*เท๎วเมอ่านว่า ทะ-เว-เม)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างเหล่านี้, มีอยู่,

ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา,

เป็นสิ่งที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะเลย.

โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค,

นี้คือการประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย;

หีโน,

เป็นของต่ำทราม,

คัมโม,

เป็นของชาวบ้าน,

โปถุชชะนิโก,

เป็นของคนชั้นบุถุชน,

อะนะริโย,

ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า,

อะนัตถะสัญหิโต,

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย, นี้อย่างหนึ่ง,

โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค,

อีกอย่างหนึ่ง, คือการประกอบการทรมานตน ให้ลำบาก,

ทุกโข,

เป็นสิ่งนำมาซึ่งทุกข์,

อะนะริโย,

ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า,

อะนัตถะสัญหิโต,

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย.

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง, ไม่เข้าไปหาส่วนสุดแห่งการกระทำสองอย่างนั้น, มีอยู่,

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,

เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว,

จักขุกะระณี,

เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ,

ญาณะกะระณี,

เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ,

อุปะสะมายะ,

เพื่อความสงบ,

อะภิญญายะ,

เพื่อความรู้ยิ่ง,

สัมโพธายะ,

เพื่อความรู้พร้อม,

นิพพานายะ สังวัตตะติ,

เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน.

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น เป็นอย่างไรเล่า?

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,

ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น คือข้อปฏิบัติเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการนี้เอง,

เสยยะถีทัง,

ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ :-

สัมมาทิฏฐิ,

ความเห็นชอบ,

สัมมาสังกัปโป,

ความดำริชอบ,

สัมมาวาจา,

การพูดจาชอบ,

สัมมากัมมันโต,

การทำการงานชอบ,

สัมมาอาชีโว,

การเลี้ยงชีวิตชอบ,

สัมมาวายาโม,

ความพากเพียรชอบ,

สัมมาสะติ,

ความระลึกชอบ,

สัมมาสะมาธิ,

ความตั้งใจมั่นชอบ.

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นี้แล คือข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง,

ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,

เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว,

จักขุกะระณี,

เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ,

ญาณะกะระณี,

เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ,

อุปะสะมายะ,

เพื่อความสงบ,

อะภิญญายะ,

เพื่อความรู้ยิ่ง,

สัมโพธายะ,

เพื่อความรู้พร้อม,

นิพพานายะ สังวัตตะติ,

เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,  ก็อริยสัจคือทุกข์นี้, มีอยู่,

ชาติปิ ทุกขา,

คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์,

ชะราปิ ทุกขา,

ความแก่ก็เป็นทุกข์,

มะระณัมปิ ทุกขัง,

ความตายก็เป็นทุกข์,

โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,

ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์,

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข,

ความประสพกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์,

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,

มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์,

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,

ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นี้, มีอยู่,

ยายัง ตัณหา,

นี้คือตัณหา,

โปโนพภะวิกา,

อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก,

นันทิราคะสะหะคะตา,

อันประกอบอยู่ด้วย ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน,

ตัต๎ระ ตัต๎ราภินันทินี,

เป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ,

เสยยะถีทัง,

ได้แก่ตัณหาเหล่านี้ คือ :- กามะตัณหา, ตัณหา ในกาม,

ภะวะตัณหา,

ตัณหาในความมีความเป็น,

วิภะวะตัณหา,

ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้, มีอยู่,

โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ,

นี้คือความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้น นั่นเอง,

จาโค,

เป็นความสละทิ้ง,

ปะฏินิสสัคโค,

เป็นความสลัดคืน,

มุตติ,

เป็นความปล่อย,

อะนาละโย,

เป็นความทำไม่ให้มีที่อาศัย, ซึ่งตัณหานั้น.

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้, มีอยู่,

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,

นี้คือข้อปฏิบัติเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ,

เสยยะถีทัง,

ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ :-

สัมมาทิฏฐิ,

ความเห็นชอบ,

สัมมาสังกัปโป,

ความดำริชอบ,

สัมมาวาจา,

การพูดจาชอบ,

สัมมากัมมันโต,

การทำการงานชอบ,

สัมมาอาชีโว,

การเลี้ยงชีวิตชอบ,

สัมมาวายาโม,

ความพากเพียรชอบ,

สัมมาสะติ,

ความระลึกชอบ,

สัมมาสะมาธิ,

ความตั้งใจมั่นชอบ.

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจคือทุกข์ เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือทุกข์นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือทุกข์นั้นแล เรากำหนดรู้ได้แล้ว ดังนี้.

อิทัง ทุกขะสมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ,

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่า อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรละเสีย ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ,

ว่า ก็ อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นั้นแล เราละได้แล้ว ดังนี้.

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่า อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกา ตัพพันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล เราทำให้แจ้งได้แล้ว ดังนี้.

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจคือข้อปฎิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือข้อปฎิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี ดังนี้,

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทา อะริยะ สัจจัง ภาวิตันติ,

ว่า ก็อริยสัจคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล เราทำให้เกิดมีได้แล้ว ดังนี้.

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว, อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง, มีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้น, ในอริยสัจทั้งสี่เหล่านี้, ยังไม่เป็นของบริสุทธิ์หมดจดด้วยดีแก่เรา อยู่เพียงใด,

เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รห๎มะเก,สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ตลอดกาลเพียงนั้น, เรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.

ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว, อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อใด, ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง, มีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้น, ในอริยสัจทั้งสี่เหล่านี้, เป็นของบริสุทธิ์หมดจดด้วยดีแก่เรา,

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รห๎มะเก, สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อนั้น, เราปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ญาณและทัศนะได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,

อะกุปปา เม วิมุตติ,

ว่าความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ,

อะยะมันติมา ชาติ,

ความเกิดนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย,

นัตถิทานิ ปุนัพภะโว-ติ,

บัดนี้ ความเกิดอีกย่อมไม่มี ดังนี้.

๒. ติลักขณาทิคาถา

[(นำ) หันทะ มะยัง ติลักขะณาทิคาถาโย ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาว่าด้วยพระไตรลักษณ์เป็นอาทิเถิด.

--------------------

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ;

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง ; นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด.

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,

เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ;

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง ; นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด.

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ

ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,

เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ;

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง ; นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด.

อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน,

ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย, ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก ;

อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ,

หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง.

เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน,

ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว ;

เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง,

ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ; ข้ามพ้นบ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก.

กัณ๎หัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต,

จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว ;

โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง, ตัต๎ราภิระติมิจเฉยยะ หิต๎วา กาเม อะกิญจะโน.

จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ, จงละกามเสีย, เป็นผู้ไม่มีความกังวล ; จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้ โดยยาก.

๓. ภารสุตตคาถา

[(นำ) หันทะ มะยัง ภาระสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาพระสูตรว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นของหนักเถิด.

----------------------

ภารา หะเว ปัญจักขันธา,

ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ ;

ภาระหาโร จะ ปุคคะโล,

บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป ;

ภาราทานัง ทุกขัง โลเก,

การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ ในโลก ;

ภาระนิกเขปะนัง สุขัง,

การสลัดของหนัก ทิ้งลงเสีย เป็นความสุข ;

นิกขิปิต๎วา คะรุง ภารัง,

พระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนัก ลงเสียแล้ว ;

อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ,

ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่น ขึ้นมาอีก ;

สะมูลัง ตัณ๎หัง อัพพุย๎หะ,

ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก ;

นิจฉาโต ปะรินิพพุโต.

เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ.

๔. ภัทเทกรัตตคาถา

[(นำ) หันทะ มะยัง ภัทเทกะรัตตะคาถาโย ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาว่าด้วยผู้มีราตรีเดียวเจริญเถิด.

--------------------

อะตีตัง นาน๎วา* คะเมยยะ (*นาน๎วา อ่านว่า นาน-นะ-วา) นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง,

บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ด้วยอาลัย ; และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ;

ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง,

สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว ; สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา ;

ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ, อะสังหิรัง อะสังกุปปัง ตัง วิทธา มะนุพ๎รูหะเย.

ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง ; ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ; เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้.

อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว,

ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้,

นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา,

เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุราชซึ่งมีเสนามาก ย่อมไม่มีสำหรับเรา ;

เอวังวิหาริมาตาปิง อะโหรัตตะมะตันทิตัง, ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สันโต อาจิกขะเต มุนิ.

มุนีผู้สงบ ย่อมกล่าวเรียก ผู้มีความเพียรอยู่เช่นนั้น, ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน ว่า, “ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียว ก็น่าชม”.

๕. ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ

[(นำ) หันทะ มะยัง ปัจฉิมะพุทโธวาทะปาฐัง ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดพระโอวาทครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าเถิด.

-------------------

หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้, เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า :-

วะยะธัมมา สังขารา,

สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ;

อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ,

ท่านทั้งหลาย, จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด.

อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา.

นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า.

๖. บทพิจารณาสังขาร

(บทนี้ไม่ต้องพนมมือ ให้พิจารณาคำแปลไปพร้อมกัน)

-------------------

สัพเพ สังขารา อะนิจจา,

สังขาร  คือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น, มันไม่เที่ยง ; เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป.

สัพเพ สังขารา ทุกขา,

สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น, มันเป็นทุกข์ทนยาก ; เพราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่ เจ็บ ตายไป.

สัพเพ ธัมมา อะนัตตา,

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขาร แลมิใช่สังขาร ทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ; ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าตัวว่าตนของเรา.

อะธุวัง ชีวิตัง,

ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน ;

ธุวัง มะระณัง,

ความตายเป็นของยั่งยืน ;

อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง,

อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ;

มะระณะปะริ โยสานัง เม ชีวิตัง,

ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุดรอบ ;

ชีวิตัง เม อะนิยะตัง,

ชีวิตของเรา เป็นของไม่เที่ยง ;

มะระณัง เม นิยะตัง.

ความตายของเรา เป็นของเที่ยง.

วะตะ,

ควรที่จะสังเวช ;

อะยัง กาโย,

ร่างกายนี้ ;

อะจิรัง,

มิได้ตั้งอยู่นาน ;

อะเปตะวิญญาโณ,

ครั้นปราศจากวิญญาณ ;

ฉุฑโฑ,

อันเขาทิ้งเสียแล้ว ;

อะธิเสสสะติ,

จักนอนทับ ;

ปะฐะวิง,

ซึ่งแผ่นดิน ;

กะลิงคะรัง อิวะ,

ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน ;

นิรัตถัง.

หาประโยชน์มิได้.

บทสวดมนต์ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๑

๗. มงคลสูตร

[(นำ) หันทะ มะยัง มังคะละสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย สวดคาถาว่าด้วยมงคลเถิด.

------------------

เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง

ในสมัยหนึ่ง พระอานนท์เถรเจ้า ได้สดับมาว่า

ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม

พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ ในพระเชต-วนาราม ของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี

อะถะ โข อัญญะตะรา เทวะตา

ครั้งนั้นแล เทพยดาองค์ใดองค์หนึ่ง

อะภิกกันตายะ รัตติยา, อะภิกกันตะวัณณา

มีรัศมีงามยิ่ง เมื่อราตรีปฐมยามผ่านไปแล้ว

เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสต๎วา

ยังพระเชตวันทั้งสิ้น ให้สว่างไสวทั่วแล้ว

เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ

ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จนถึงที่ประทับ

อุปะสังกะมิต๎วา ภะคะวันตัง อะภิวาเทต๎วา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ

ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่, ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา, ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ

แล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถาว่า

พะหู เทวา มะนุสสา จะ

หมู่เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก

มังคะลานิ อะจินตะยุง, อากังขะมานา โสตถานัง

ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดถึงมงคล คือเหตุให้ถึงความเจริญทั้งหลาย

พ๎รูหิมังคะละมุตตะมัง.

ขอพระองค์ จงตรัสบอกมงคลอันสูงสุดด้วยเถิด ดังนี้

(พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบว่า)

อะเสวะนา จะ พาลานัง

การไม่คบคนพาลทั้งหลาย

ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา

การคบบัณฑิตทั้งหลาย

ปูชา จะ ปูชะนียานัง

การบูชาคนที่ควรบูชา

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๓ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ

การอยู่ในประเทศอันสมควร

ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา

ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำไว้แล้ว ในกาลก่อน

อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ

การตั้งตนไว้โดยชอบธรรม

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๓ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ

ความเป็นผู้เรียนรู้มาก, การมีศิลปวิทยา

วินะโย จะ สุสิกขิโต

ความเป็นผู้มีระเบียบวินัยดี

สุภาสิตา จะ ยา วาจา

การพูดแต่วาจาที่ดี

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๔ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง

การบำรุงบิดามารดา

ปุตตะทารัสสะ สังคะโห

การสงเคราะห์บุตร, การสงเคราะห์ภรรยา

อะนากุลา จะ กัมมันตา

การเป็นผู้ทำงานไม่คั่งค้าง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๔ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ

การให้ทาน, การประพฤติธรรม

ญาตะกานัญจะ สังคะโห

การสงเคราะห์ญาติทั้งหลาย

อะนะวัชชานิ กัมมานิ

การทำงานที่ปราศจากโทษ

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๔ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

อาระตี วิระตี ปาปา

การงดเว้นจากความชั่ว

มัชชะปานา จะ สัญญะโม

การละเว้นจากการดื่มน้ำเมา

อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ

การไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๓ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

คาระโว จะ นิวาโต จะ

การมีสัมมาคารวะ, การอ่อนน้อมถ่อมตน

สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา

มีความสันโดษ, มีความกตัญญู

กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง

การฟังธรรมตามกาลเวลา

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๕ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ขันตี จะ โสวะจัสสะตา

มีความอดทน, ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย

สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง

การพบเห็นสมณะ คือผู้สงบระงับ

กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา

การสนทนาธรรมตามกาลเวลา

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๔ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ตะโป จะ พ๎รห๎มะจะริยัญจะ

มีความเพียรเครื่องเผากิเลส, การประพฤติพรหมจรรย์

อะริยะสัจจานะทัสสะนัง

การเห็นอริยสัจทั้งหลาย

นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ

การทำพระนิพพานให้แจ้ง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๔ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งแปด

อะโสกัง วิระชัง เขมัง

จิตไม่เศร้าโศก, จิตหมดธุลีคือกิเลส, จิตถึงความเกษม คือปลอดจากโยคะกิเลสทั้งปวง

เอตัมมังคะละมุตตะมัง.

๔ ข้อนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

เอตาทิสานิ กัต๎วานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันปฏิบัติมงคลธรรม เครื่องให้ถึงความเจริญเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดี ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ.

ข้อนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล.

๘. โอวาทปาติโมกขคาถา

[(นำ) หันทะ มะยัง โอวาทะปาติโมกขะคาถาโย ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์เถิด.

-----------------------

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง,

การไม่ทำบาปทั้งปวง ;

กุสะลัสสูปะสัมปะทา,

การทำกุศลให้ถึงพร้อม ;

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง,

การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ;

เอตัง พุทธานะสาสะนัง.

ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา,

ขันตี คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ;

นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา,

ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง ;

นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี,

ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย ;

สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต.

ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย.

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต,

การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย ;

ปาติโมกเข จะ สังวะโร,

การสำรวมในปาติโมกข์ ;

มัตตัญญุตา จะ ภัตตัส๎มิง,

ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค ;

ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง,

การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด ;

อะธิจิตเต จะ อาโยโค,

ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง ;

เอตัง พุทธานะสาสะนัง.

ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

๙. อุททิสสนาธิฏฐานคาถา

[(นำ) หันทะ มะยัง อุททิสสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส.]

ขอเชิญ เราทั้งหลาย จงสวดคาถาว่าด้วยการอุทิศและอธิษฐานเถิด.

-----------------

(บทที่ ๑)

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ

ด้วยบุญนี้ อุทิศให้

อุปัชฌายา คุณุตตะรา

อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ

อาจะริยูปะการา จะ

แลอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน

มาตา ปิตา จะ ญาตะกา

ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ

สุริโย จันทิมา ราชา

สูรย์จันทร์ แลราชา

คุณะวันตา นะราปิ จะ

ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ

พ๎รห๎มะมารา จะ อินทา จะ

พรหมมาร และอินทราช

โลกะปาลา จะ เทวะตา

ทั้งทวยเทพ และโลกบาล

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ

ยมราช มนุษย์มิตร

มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ

ผู้เป็นกลาง ผู้จ้องผลาญ

สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ

ขอให้ เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน

ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

บุญผอง ที่ข้าทำ จงช่วยอำ นวยศุภผล

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ

ให้สุข สามอย่างล้น

ขิปปัง ปาเปถะ โวมะตัง

ให้ลุถึง นิพพานพลัน

 

(บทที่ ๔)

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ

ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ

อิมินา อุททิเสนะ จะ

แลอุทิศ ให้ปวงสัตว์

ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ

เราพลันได้ ซึ่งการตัด

ตัณ๎หุปาทานะเฉทะนัง

ตัวตัณหา อุปาทาน

เย สันตาเน หินา ธัมมา

สิ่งชั่ว ในดวงใจ

ยาวะ นิพพานะโต มะมัง

กว่าเราจะ ถึงนิพพาน

นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ

มลายสิ้น จากสันดาน

ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว

ทุก ๆ ภพ ที่เราเกิด

อุชุจิตตัง สะติปัญญา

มีจิตตรง และสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ

สัลเลโข วิริยัม๎หินา

พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย

มารา ละภันตุ โนกาสัง

โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มาร สิ้นทั้งหลาย

กาตุญจะ วิริเยสุ เม

เป็นช่อง ประทุษร้าย ทำลายล้าง ความเพียรจม

พุทธาทิปะวะโร นาโถ

พระพุทธผู้ บวรนาถ

ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม

พระธรรมที่ พึ่งอุดม

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ

พระปัจเจ กะพุทธสม-

สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง

ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง

เตโสตตะมานุภาเวนะ

ด้วยอา นุภาพนั้น

มาโรกาสัง ละภันตุ มา

ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง

ทะสะปุญญานุภาเวนะ

ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง

มาโรกาสัง ละภันตุ มา

อย่าเปิดโอ กาสแก่มาร (เทอญ).